แดก

posted on 24 May 2008 22:46 by sheep-island

 

ค่ำครึ้มฝนวันหนึ่งของกลางเดือนพฤษภาคม อากาศอบอ้าวทำเอาเนื้อตัวเหนียวด้วยคาวเหงื่อ ที่โต๊ะตัวใหญ่ของร้านอาหารมีชื่อหนุ่มใหญ่อายุไล่เลี่ยกันกำลังง่วนอยู่กับการลิ้มลองรสปลานวลจันท์ที่เวลานี้ถูกเปลี่ยนจากปลาแม่น้ำกลายเป็นอาหารเหลาหลากหลายเมนู

"คุณสมชายลองชิมต้มเผือกนี่ดูสิ ส่งถ้วยมาเดี๋ยวผมตักให้ลอง" เสี่ยไช้เจ้าภาพนำเสนอเมนูที่เค้าโปรดปราน "ถ้าต้มเผือกนี่ต้องปลานวลจันท์เลยนะ ปลาอื่นทำอย่างไรก็ไม่อร่อยเท่าปลานี้ ตัวนี้นี่น่าจะไม่ต่ำกว่าสี่กิโล ผมให้เค้าเอาส่วนค่อนหัวต้มเผือก กลางท้องนั่นนึ่งบ๊วย ส่วนท่อนหางนั่นให้เค้าผัดพริกแกง ฝีมือเชฟร้านนี้ไม่เป็นสองรองใครนา ผมรับประกัน" เสี่ยไช้อธิบายพลางตักปลาต้มเผือกส่งให้คุณสมชาย เถ้าแถ่ขายมอเตอร์ไซด์ที่ใหญ่ที่สุดในตำบล

"ขอบคุณครับเสี่ย เอ้า......สารวัตร ไม่ลองดูหน่อยหรอ หากินยากนะปลานวลจันท์ตัวใหญ่ขนาดนี้" คุณสมชายหันไปเชื้อเชิญสารวัตรเหม หนึ่งในสมาชิกก๊วนกอล์ฟกิติมศักดิ์ของเสี่ยไช้

"เชิญเลยครับๆ ผมขอลองนึ่งบ๊วยดูเสียก่อนไข่ที่พุงดูน่ากินจริงๆ" สารวัตรตอบ "เสี่ยไช้ครับช่วงนี้ผมเห็นเหล็ก ปูน ขึ่นราคาแล้วอย่างนี้บ้านจะแพงขึ้นมั้ยครับ เด็กผมมันรบเร้าอยากได้บ้านเสียเหลือเกิน" พูดจบสารวัตรก็หันไปมองหน้าเสี่ยไช้รอคำตอบ

"ไอ่หย่า......ลื้อนี่เที่ยวไม่เลิกมีเด็กใหม่อีกแล้วหรอ เรื่องราคาบ้านอั๊วไม่รู้หรอก แต่ถ้าลื้อจะสร้างบ้านบอกมาเลยเดี๋ยวอั๊วหาช่างให้ หิน ปูน ทราย จะเอาเท่าไหร่ไปเอาที่ร้านอั๊วได้เลยไม่มีปัญหา" เสี่ยไช้เสนอ อาจเป็นข้อเสนอที่ดูมากมายไปหน่อยแต่สำหรับเสี่ยไช้นี่ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อแลกกับความราบรื่นในการทำธุกิจของเสี่ยไช้ "อ่า สารวัตรว่าแต่เรื่องรถส่งของของอั๊ว เมื่อไหร่ลื้อจะเอาสติ๊กเก้อร์มาให้ซะที อั๊วขี้เกียจจ่ายส่วยรายทางแล้วนา ลื้อจะเอาเท่าไหร่ก็บอกมา อั๊วเป็นผู้รับเหมาชอบจ่ายแบบเหมาๆไปเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า" มุขของเสี่ยไช้สร้างความครื้นเครงให้แก่วงสนทนาเป็นอย่างยิ่ง

"เอ๊า เอ๊า มัวแต่คุยกันกับข้าวเย็นหมดเเล้ว เชิญเลยเสี่ย สารวัตร เชิญๆ" คุณสมชายตัดบท

กับแกล้มชั้นดีบวกกับเหล้าคอนยัคชื่อดังยี่ห้อแม่แต๋ว(ชื่อคล้ายน้ำพริกบ้านเรา) ดูจะทำให้ทั้งสามเอร็ดอร่อยกับอาหารที่อยู่ตรงหน้าเป็นพิเศษ ผ่านไปพักใหญ่เมื่อหนังท้องตึงทั้งสามก็ผละจากอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า หันมาเริ่มบทสนทนาบทใหม่ที่ดูใส่ใจเหตุการบ้านการเมือง

"เอ๊ะ สารวัตรอั๊วว่าบ้านเมืองเรามันชักจะแย่นะ เดี๋ยวนี้ขโมยขโจรมันเยอะจริงๆ มันเอาหมดทุกอย่าง น็อตเสาไฟฟ้ามันยังเอา นี่วันก่อนเห็นข่าวปี่พระอภัยหาย ดูสิดู ดูมันทำ" เสี่ยไช้บ่นตามประสา

ยังไม่ทันที่เสี่ยไช้จะพูดต่อ คุณสมชายก็พูดขึ้นมาบ้าง "อย่างว่าแหละน้าเสี่ย ยุคนี้เศรษฐกิจไม่ดี เมื่อก่อนข้าวถังละสามสี่ร้อยเดี๋ยวนี้พันสามพันสี่ น้ำมันก็ขึ้นเอาขึ้นเอาเห็นท่าปีนี้คงจะได้เห็นโซล่าลิตรละห้าสิบ ไม่อยากจะคิดเลยจะอยู่กันยังไงเนี่ย"

สารวัตรได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไร คุณสมชายจึงพูดต่อ "ยอดขายมอเตอร์ไซด์ผมก็ตกลงฮวบฮาบ เมื่อก่อนวันๆนึงได้หลายสิบคัน เดี๋ยวนี้ได้สามคันก็เก่งแล้ว ดีนะที่ขายเงินผ่อนยังจะพอได้กำไรดอกเบี้ยอยู่บ้าง ไม่งั้นแย่เลย"

"ลื้อคิดดอกเท่าไหร่คุณสมชาย" เสี่ยไช้ถาม

คุณสมชายเอามือขึ้นป้องปากกระซิบบอกเสี่ยไช้ "ร้อยละเจ็ดสลิงค์ต่อเดือนเท่านั้นเอง ต้องกระซิบหน่อยสันติบาบนั่งอยู่ด้วยเดี๋ยวจะโดนจับเอา ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

"แหมๆ บาทเจ็ดสิบห้า ปีนึงก็ร้อยละยี่สิบเอ็ด ถ้าลื้อจะโดนจับอั๊วก็ไม่รอดเหมือนกันหล่ะน้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสี่ยไช้หัวเราะ

สารวัตรได้ยินก็รีบพูดแก้เกี้ยว "ปัดโธ่ถ้าระดับเสี่ยไช้ คุณสมชายโดนจับแล้วผมจะอยู่ได้ยังไงเล่า" คำพูดของสารวัตรเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อยเลยทีเดี่ยว

"กว่าจะรู้ใจแทบสลาย รักเธอแทบตายสุดท้ายเธอไปจากฉัน เธอไปรักกันตอนไหนทำไมชั้นไม่รูทัน............" เสียงเพลงไก่ตาฟางของธันวา ราศีธนูเพลงฮิตของชาวภูธรดังขึ้น มันเป็นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของสารวัตรนั่นเอง "ฮัลโหลว่าไง" ......"หึม อืมๆ ได้ๆ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ มึงตั้งจุดตรวจเส็รจแล้วใช่มั้ย .....ได้ๆเดี๋ยวกูตามไป" พูดจบสารวัตรก็กดวางหูโทรศัพท์

"เห็นทีผมต้องขอตัวก่อนนะครับ พอดีว่าวันนี้ไอ้พวกพันธมิตรจะประท้วงกันที่กรุงเทพ นายเค้าสั่งมาให้ตั้งจุดสะกัดตรวจค้น กันไม่ให้มวลชนเข้าเมืองมากเกินไป ลูกน้องพึ่งโทรมารายงาน ผมต้องไปตรวจเช็คดูสักหน่อยเดี๋ยวผู้ใหญ่จะว่าเอา ขอตัวก่อนนะครับ" สารวัตรล่ำลา

"ตามสบายๆครับสารวัตร เอาไว้อาทิตย์หน้าเจอกันที่สนาม" คุณสมชายเอ่ยขึ้น

เมื่อสารวัตรเดินจากไปเรียบร้อยแล้วคุณสมชายกับเสี่ยไช้จึงนั่งพูดคุยกันต่อ "ไอ้เรื่องพรรค์นี้ผมไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเลย พวกสส.ก็มาขอไว้ว่าอย่าไปช่วยเหลือไอ้พวกหัวเถิก หัวเกรียน แห่มแต่หลายคนในกลุ่มนั้นผมกพอจะรู้จักมักคุ้นกันอยู่บ้าง บางทีเค้ามาขอการสับสนุนผมก็ช่วยไปพอเป็นพิธี มากไปเดี๋ยวจะมีปัญหากับพวกสส. สันติบาลเอาอีก ผมว่าพวกเรานี่แหละที่ดูจะสมานฉันท์ที่สุดและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จริงมั้ยเสี่ยไช้"

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า อั๊วก็ว่าอย่างนั้นแหละ มันจะแก้รัฐธรรมนูญ จะขึ้นราคาน้ำตาล จะขึ้ราคาของใช้ไอ้พวกเรามันไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว ให้มันตีกันให้หายแค้น ใครชนะเราก็ได้ประโยชน์นอนดูเฉยๆสบายๆ เรื่องอะไรต้องลงไปเปลืองตัวกะพวกมัน" เสี่ยไช้สรุป

"ไอ้หย่า สามทุ่มกว่าแล้วอั๊วว่าเราไปกันเถอะ เดี๋ยวอีหนูอั๊วมันจะรอนาน น้องๆ เช็คบิลด้วย" เสี่ยไช้ร้องเรียกพนักงานเสิร์ฟที่ยืนรออยู่ด้านหลัง พนักงานเสริร์ฟพนักหน้ารับรู้แล้วเดินจากไป

"ฮั่นแน่ เสี่ยไช้นี่ก็มีเด็กกะเค้าเหมือนกันหรอ ไปว่าแต่สารวัตรเค้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" คุณสมชายแซว

เสี่ยไช้เบื่อนหน้าด้วยความเขินขวย โดยไม่ได้พูดอะไร ในขณะเดียวกันพนักงานเสิร์ฟก็เดินกลับมาพร้อมบิลค่าอาหารส่งให้เสี่ยไช้ เสี่ยไช้รับมาแล้วดูยอดเงิน "สี่พันเจ็ด" เสี่ยไช้พูดขึ้น พลางล้วงหยิบกระเป๋าตังให้มา คุณสมชายเห็นดังนั้นก็รีบเอ่ยขึ้น "ไม่ได้ๆ มื้อนี้ผมจ่ายเอง คราวที่แล้วเสี่ยก็จ่าย ผมจ่ายเอง ผมจ่ายเอง"

"ไม่ได้ ไม่ได้ ร้านนี้อั๊วพามาอั๊วต้องเลี้ยงสิลื้อจะมาจ่ายแทนได้ไง" เสี่ยไช้ยกมือขึ้นส่ายไปมา ทั้งสองแย่งกันจะจ่ายอย่างยอมเสียไม่ได้ จนในที่สุดเสี่ยไช้ก็ยอมรามือ "เอาหล่ะๆ มื้อนี้อั๊วยอมให้ลื้อจ่าย แต่มื้อหน้าอั๊วต้องเป็นเจ้ามือนา"

"ได้ๆ เอาอย่างนั้นก็ได้" คุณสมชายเห็นด้วย พูดจบก็ควักแบ๊งค์พันขึ้นมาห้าใบพร้อมกันหันไปบอกพนักงานเสิร์ฟสั้นๆว่า "ไม่ต้องทอน"

เด็กหนุ่มรับเงินไปด้วยใบหน้าเปรี่ยมด้วยรอยยิ้มดโค้งคำนับให้คุณสมชายทีหนึ่งก่อนเดินจากไปอีกครั้ง "ขอบคุณครับท่าน"

ผ่านไปพักใหญ่ภายหลังร้านอาหารแห่งนั้น หนุ่มสาวสามสี่คนจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ เสียงพูดคุยเงียบลงเมื่อจานอาหารจากโต๊ะของเสี่ยไช้ถูกลำเลียงเข้ามา ทุกสายตาจับจ้องไปที่ปลานึ่งที่ยังนอนแน่นิ่งอยู่ในจานกระเบื้องชั้นดี สภาพแทบจะไม่แตกต่างจากตอนที่มันถูกนำออกไปจากครัวแห่งนี้ ปลาผัดพริกและปลาต้มเผือกแม้จะพล่องลงไปบ้างแต่ก็ยังคงเหลืออยู่กว่าครึ่ง เสียงใครคนหนึ่งแทรกเสียงกลืนน้ำลายที่ดังระงมอยู่ขั้นมาว่า "เสียดายหว่ะ"

 

Comment

Comment:

Tweet