Bughamyai on tour (6)

posted on 27 Apr 2008 08:22 by sheep-island

 

   

เช้านี้ไม่ค่อยอยากจะตื่นเท่าไหร่ คงเพราะเหนื่อยจากการตะลอนทัวร์สองวันที่ผ่านมา แปดโมงเช้าก็ออกจากโรงแรมมื้อเช้าวันนี้พ่อบอกจะพาไปกิน "บัดกุ๊ดเต้" ร้านโกปี้ที่นี่เขาขึ้นชื่อ พี่บ่าวบอกว่าร้านนี้มีหลายสาขาแต่พาเราไปกันสาขาหลังโรบินสันเพราะใกล้โรงแรม ไปถึงร้านคนเยอะทีเดียวเชียวรีบสั่งก่อนเดี๋ยววจะรอนาน นอกจากบัดกุ๊ดเต้แล้วก็ยังมีขาหมูหมั่นโถ ที่ผมรสชาติก็ไม่เลว บั๋ดกุ๊ดเต้ที่นี่รสชาติดีน้ำซุปกลมกล่อมกระดูกหมูที่ใส่มาก็นุ่มลิ้นเอามากๆ กินกับข้าวสวยร้อนๆอร่อยอย่างบอกไม่ถูก อ่อที่พลาดไม่ได้น่าจะเป็นข้าวเหนียวห้าสี เป็นข้าวเหนียวที่ใช้ธรรมชาติมาผสมทำให้ได้ออกมาหลายๆเสิร์ฟเป็นหน้ามีทั้งหน้ากุ้งหน้าปลาหน้าสังขยาสั่งเป็นของหวานตบท้ายเติมเต็มมื้อเช้าอิ่มจนหนังท้องตึง และที่จะลืมเสียไม่ได้ต้องสั่งโกปี้มากินร้อนๆตบท้ายอีกซักเก้าก็เป็นอันว่ามาถึงร้านโกปี้แล้วจริงๆ

  

ออกจากร้านโกปี้เรามาแวะสักการะอนุเสารีย์พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ซึ่งเป็นเจ้าที่ครองเมืองนครศรีธรรมราชในยุคสมัยสุโขทัย สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเมืองนครศรีธรรมราชเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างว่าที่สุโขทัยมีพ่อขุนรามคำแหง ที่นครศรีธรรมราชก็มีพระเจ้าศรีธรรมโศกราชทำนองนั้น

ด้านข้างๆอนุเสารีย์มีศูนย์สินค้าโอทอปของเมืองนครฯ แวะเวียนเข้าไปดูชื่นชมว่าเขาจัดการเรื่องสถานที่ได้ดีเลยทีเดียว เดินเข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปห้างสรรพสินค้าเล็กแผนกที่ขายสินค้าพื้นบ้านทำนองนั้นทีเดียว สะดุดตาเสื่อกระจูดผืนหนึ่งลองกางดูโอสวยแหะ ราคาถูกแสนถูกเพียงร้อยสามสิบบาทเท่านั้นเอง ซื้อเลยไม่ต้องคิดมาก

  

ออกมาจากศูนย์โอทอปก็ไปแวะที่ศาลหลักเมือง แดดร้อนมากเลยทีเดียวแต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับพวกเรา เมื่อสักการะศาลหลักเมืองเสร็จเดิมที่อยากไปไหว้พระพุทธสิหิงค์พระศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองนคร ที่อยู่ที่ศาลากลางจังหวัดแต่น่าเสียดายที่วันนี้เขาไม่ได้เปิดให้เข้าไป ช่วงสงกรานต์เขาจะนำออกมาให้ประชาชนได้สรงน้ำในวันที่ 13 เมษายนเพียงวันเดียว 

เช็คเอาท์ออกจากโรงแรม พ่อครุ่นคิดอยู่ว่าจะไปไหนก่อนดี โปรแกรมที่เหลือของเราคือไปตะลุมพุกปากพนัง และไปกราบพ่อท่านเอื้อมที่เชียรใหญ่ พ่อโทรไปที่วัดสอบถามได้ความว่าพ่อท่านเอื้อมอยู่ที่วัดไม่ได้ติดกิจนิมนต์ที่ไหน เลยคิดกันว่าน่าจะไปกราบท่านเสียก่อน เราจึงมุ่งหน้าอำเภอเชียรใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปประมาณสามสิบกิโลเมตร เมื่อไปถึงวัดก็ไม่คึกคักเท่าไหร่ คงเพราะท่านเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์รดน้ำไปกันตั้งแต่เมื่อวาน เด็กวัดบอกพ่อท่านเอื้อมจำวัดอยู่ในห้อง วันนี้ท่านไม่ค่อยสบายเมื่อคืนนั่งดูหนังตะลุงทั้งคืน เช้านี้เป็นลมเลยเข้าไปจำวัดได้ซักพักนี่เอง พ่อท่านเอื้อมนี้เป็นเกจิดังองค์หนึ่งของเมืองนครที่พ่อผมนับถือ อ่อ ทางใต้คำว่าพ่อท่านก็เหมือนกับที่ทางภาคกลางเรียกกันว่า หลวงพ่อ ทำนองนั้น อายุท่านปีนี้ย่างเข้าร้อยสามปีแล้ว เรานั่งรอกันอยู่หน้ากุฏิท่านพักใหญ่ พ่อบอกรออีหกน่อยถ้าเที่ยงท่านยังไม่ออกมาเราค่อยไปกัน

เที่ยงแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววว่าท่านจะออกมารับแขก เราจึงตัดสินใจกันว่าเอาไว้โอกาสคงได้มีโอกาสมานมัสการท่านใหม่ เรากราบลาท่านที่หน้ากุฏิแล้วออกเดินทางต่อ พี่บ่าวบอกว่าจากเชียรใหญ่ตัดไปตะลุมพุพเลยจะใกล้กว่า แต่จะไม่ผ่านร้านโกเต็งที่ต้องย้อนกลับไปในเมือง พ่อเห็นว่าเที่ยงแล้วเลยคิดว่าไปหาร้านกินกันแถวตะลุมพุกน่าพอหาได้ ผมหล่ะแสนเสียดายพลาดโอกาสจะได้ลองลิ้มชิมรสร้านโกเต็งที่ลือลั่น

  

พอเข้าเขตตะลุมพุกก็เจอร้านอาหารร้านหนึ่ง ชื่อตะลุมพุกซีฟู้ดแอนท์รีสอร์ท บรรกาศดูน่านั่งดีเลยตัดสินใจเข้าไปลองลิ้มชิมรสอาหารเค้าดู ระหว่างรออาหารเราไปเดินเล่นริมทะเลที่ติดกับร้าน พ่อประหลาดใจมากที่ดูหาดทรายที่นี่สวยขึ้นทรายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน "เมื่อก่อนหาดเท่านี้เล่นไม่ได้เลยมีแต่เลน" พ่อว่าอย่างนั้น รสชาติอาหารที่นี่จัดว่าอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว แต่เช็คบิลออกมาสงสัยว่าเค้าจะคิดค่าบรรยากาศบวกเข้าไปด้วยแน่ๆเลย

ออกจากร้านมุ่งหน้าตรงสู่แหลมตะลุมพุก พอเข้าเขตหมู่บ้านเห็นชื่อหมู่ว่าราชประชาสมาศัย เข้าใจว่าคงเป็นโครงการที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณช่วยเหลือจากในหลวง แต่ดูสภาพหมู่บ้านแล้วห่อเหี่ยวใจอย่างบอกไม่ถูก ใต้บ้านที่ปลูกยกใต้ถุนขึ้นมาหน่อยมีน้ำขังดินเป็นเลนเต็มไปด้วยขยะ ถ้าไม่เห็นแหอวนอุปกรณ์จับปลาผมคงคิดว่าที่นี่เป็นชุมชนแออัดในเมืองใหญ่เป็นแน่ ตามหน้าบ้านมีการเอาอาหารทะเลสดๆมาขายทั้งปูทั้งกุ้ง หอยนางรมก็มีให้เห็นประปราย

เลยหมู่บ้านออกมาหน่อยทางที่มุ่งตรงเลีบยหาดไปที่แหลม มีร้านเป็นเพิงปลูกหยาบๆอยู่หลายหลังเปิดเป็นร้านขายอาหารทะเลให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำบริเวณนี้ คนคราคร่ำเต็มไปหมดจอดรถกันลงมานั่งปิ๊นิ๊กกินข้าวกัน เห็นคนลงเล่นน้ำทะเลก็มีอยู่มาก หาดทรายดูขาวละเอียดสวยงามมาก น่าเสียดายที่ยังไม่ได้รับการพัฒนารถจึงจอดกันระเกะระกะเข้าออกลำบาก คนก็กระจายกันไปนั่งตามร่มไม้ เศษขยะเกรี่ยนกราดเต็มไปหมด ถังขยะดูจะเป็นของหายากซะหน่อยสำหรับที่นี่ ห้องน้ำสาธารณะก็ปลูกขึ้นหยาบๆเพียงไม่กี่ห้อง มีเอกชนเอารถขนน้ำมาให้บริการน้ำจืดไว้อาบแก่คนที่ลงเล่นน้ำทะเล

  

เห็นภาพแล้วผมูรู้สึกคิดถึงกลุ่มอนุรักษ์ประมงพื้นบ้านที่ขนอมเสียจริงๆ ทำไมหนอชาวบ้านที่นั้นเขาดูรักบ้านของเขาจัง อย่างที่ตะลุมพุกนี่ถ้าหากพัฒนาขึ้นมาก็น่าจะเป็นชายหาดที่น่าเล่นน้ำอีกที่นึงเลยทีเดียว น่าเสียดายจริงๆ พี่บ่างขับรถฝ่าการจราจรที่ติดขัดมุ่งตรงสู่แหลม ผมลงเดินเล่านดูไปรอบๆแหลมดูเควิ้งคว้างว่างเปล่าเสยจริง มีเพียงหอคอยอันหนึ่งที่สร้างเอาไว้ให้คนขึ้นไปชมวิวรอบๆอ่าว ที่มองเห็นได้ไม่ไกลเพราะความสูงของหอคอยที่ไม่มากเลยถูกทิวสนบดบังวิวเสียหมด ไม่มีป้ายแนะนำสถานที่ ไม่เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลใดๆ ว่างเปล่าจริงๆ

กลับออกจากตะลุมพุกมุ่งหน้าไปปากพนัง ระหว่างทางที่ผ่านหมู่บ้านพ่อแวะซื้อปูดำ มาสี่ตัวกิโลกว่าๆ พ่อบอกเอาไว้ให้ที่ร้านอาหารเค้าทำให้ตอนมื้อเย็น เห็นแม่ค้ากำลังแกะหอยนางรมพ่อเลยเหมาเขามาอีกสิบตัว จากตะลุมพุกไปปากพนังนั้นก็ไม่ไกลใช้เวลาเพียงสิบกว่านาทีก็มาถึง เมื่อหาที่จอดได้เราก็ลงรถมุ่งหน้าตลาดสด แม่ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เลือกซื้อกุ้งแห้งเอาไว้ไปเป็นของฝาก ส่วนพ่อเดินดุ่มๆเข้าไปด้านไหนเห็นว่าจะไปหาดูกุ้งตัวสดๆใหญ่ๆ แต่วันนี้เห็นมีแต่ปลากระพงขาวที่มีมากมายจริงๆ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ใหญ่ขนาดที่ว่าตัวละสี่ห้ากิโลก็มีให้เห็น

  

ผมเดินตัดเลาะริมน้ำมาเก็บภาพบรรยากาศ เห็นคอนโดรังนกปลูกเรียงรายสองฝากฝั่ง เรือข้ามฝากพาผู้คนข้ามน้ำสัญจรไปมา เมืองสงบเงียบเรียบง่ายน่าอยู่ มาชอปปิ้งกันหนำใจก็เดินมานั่งร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ๆสั่งกาแฟเย็นมานั่งกินกันคนละแก้ว จิ๊บกาแฟฟังเสียงนกนางแอ่นบินกลับรังกันวุ่นวาย พี่บ่าววนรถมารับพวกเราหอบข้าวของขึ้นรถมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองนครอีกครั้ง

   

หกโมงกว่ามาถึงร้านชาวเรือ ร้านดูใหญ่โอ่โถ่งบรรยากาศร่มไม้น่านั่ง พ่อบอกอาหารที่นี่อร่อยราคาไม่แพง ไม่รอช้าพอเด้กเสิร์ฟเดินมาคำถามเรียกที่พ่อถามก็คือ "วันนี้มีปลาเต๋าเต้ยมั้ย" เด็กเสิร์ฟพยักหน้า โดยไม่ต้องพูดพ่อห็นมองหน้าแม่แล้วยิ้ม "เต้าเต้ยเปรี้ยวหวาน อ่อ ปูดำนี่ช่วนอบให้สองตัวนะครับ อีกสองตัวผัดผงกระหรี่ แล้วก็รบกวนแกะหอยนารมให้ด้วยนะครับ" ผมสั่งสะตอผักกุ้ง ส่วนน้องชายสั่งพล่ากุ้งเพิ่มอีกอย่าง อาหารทยอยมาเสิร์ฟที่ละอย่างสองอย่าง ทั้งๆที่ทุกคนดูอิดโรยคงเพลียแดดที่แรงมากของวันนี้แต่อาหารก็หมดเกลี้ยงทุกจาน ผมรู้สึกเลยว่ามาเที่ยวนี้เอียนอาหารทะเลไปเลย แม่บอก "นี่มันจาระเม็ดนี่ไม่ใช่เต๋าเต้ย" "มันต่างกันตรงไหนหรอแม่" ผมถาม พ่อตอบแทนแม่ว่า "เต๋าเต้ยก็คือจาระเม็ดนั่นแหละแต่เป็นปลาจาระเม็ดตัวใหญ่ๆ" อย่างนี้นี่เอง น้องผมหยิบส้อมจิ้มไปที่ก้างปลา "ลองจิ้มดูว่ามันจะร้องเมี้ยว เมี้ยวรึป่าว" เมื่อเห็นว่าทุกคนยังเงียบอยู่ไม่เก็ทมุข เลยตบเอง "ก็ถ้ามันร้องเมี้ยว แสดงว่าย้อมแมวชัวร์"

เราออกจาร้านชาวเรือก็มุ่งหน้าสนามบินทันที ไปถึงก็ก็ประมาณทุ่มเศษเคาน์เตอร์เช็คอินเปิดพอดี เรากลับเที่ยวสามทุ่ม จัดแจงแพ๊คของที่ซื้อมาใหม่เรียบร้อยก็เดินไปเช็คอิน แล้วและเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ชื่อของน้องผมที่อยู่บนตั๋วกลับที่บัตรประชาชนไม่ตรงกัน เดือดร้อนเลยไง ไอ้ผมมันก็พลาดเองว่าตอนจองตั๋วดันใช้ทางเน็ตสะกดชื่อผิด สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าต้องจ่ายเพิ่มอีกห้าร้อยกว่าบาทเพื่อเปลี่ยนชื่อ จะโทษสายการบินก็ไม่ได้เพราะเป็นความผิดพลาดของเราเอง เลยจำใจจ่ายเงินเพิ่มไป

ระหว่างที่นั่งรอมีเสียงประกาศว่าเที่ยวบินของเราดีเลย์ไปอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง โอ้โหเซ็งหนักเข้าไปอีก หันไปเห็นสโลแกนของสายการบิน "ทุกเที่ยวบินมีรอยยิ้ม" ฮ่า ฮ่า คงไม่ใช่สำหรับผมกับเที่ยวบินนี้แน่ๆ จนแล้วจนรอดเครื่องก็ไม่ได้ดีเวย์มากมายอย่างที่ประกาศไว้เคลื่อนไปเพียงสิบกว่านาทีก็ยังพอรับได้

เครื่องค่อยเคลื่อนตัวอย่างอืดอาดวนไปบนรันเวย์ก่อนจะเร่งความเร็วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า อำลาเมืองนครฯเป็นอันว่าจบการเดินทางสำหรับทริปสงกรานต์สุขสันต์ในปีนี้อย่างเป็นทางการ

 

Comment

Comment:

Tweet