Bughamyai on tour (5)

posted on 23 Apr 2008 15:45 by sheep-island

 

ระยะทางจากขนอมเข้าสู่ตัวเมืองนครฯกับระยะสู่ตัวเมืองสุรษษฎร์นั้นพอๆกัน ร่วมร้อยกิโลเมตร กว่าที่เราจะออกจากขนอมนั้นก็ล่วงเลยมาบ่ายเสียแล้วเมื่อมาถึงตัวเมืองนครฯก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็นพอดี พ่อไม่รอช้าทันทีที่เข้าเขตเมืองก็บอกพี่บ่าวให้มุ่งหน้าไปวัดพระมหาธาตุเสียก่อนที่จะเขาจะปิด

   

บรรยากาศภายในวัดคึกคักพอสมควรคงเพราะเป็นช่วงเทศกาล แต่พ่อว่าคนไม่เยอะเหมือนตอนกระแสจตุคามดัง ตอนนี้วุ่นวายมากคนเยอะทุกวันมีปลุกเสกกันทุกวัน แม้ว่าจะนี้กระแสจตุคามจะไม่ดังเหมือนเก่าแต่ผู้คนที่มาวัดส่วนใหญ่ก็จะแวะเวียนเข้าไปสักการะจตุคามที่ด้านในพระธาตุกันหนาตา

เมื่อไหว้พระธาตุเสร็จสรรพก็เดินเลยไปดูพิพิธภัณฑ์ที่ด้านหลัง ด้านหนึ่งภายในมีพวกวัตถุโบราณหลากหลายชิ้นน่าสนใจ ผมเจอพระเครื่ององค์เล็กๆเนื้อดินเป็นพระปางสามาธิแต่มีดอกไม้อยู่ที่ไหล่ทั้งสองข้างของท่าน เรียกคนอื่นๆมาดูกันว่าแปลกดี ส่วนพิพิธภัณฑ์อีกด้านหนึ่งเป็นวัตถุโบราณเช่นกันเพียงแต่ของที่อยู่ในส่วนนี้จะมีขนาดใหญ่กว่า มีพระพุทธรูปปางไสยยาศน์องค์ใหญ่สวยงามมากๆ น่าเสียดายถ้าไม่ได้เข้าไปดู

เมื่อออกมาด้านหน้าก็เห็นพระพุทธรูองค์หนึ่งประทับยืนที่ฐานเขียนไว้ว่า "พระพวย" ที่ด้านข้างองค์พระมีรูปเด็กๆวางอยู่เต็มไปหมด ทั้งยังมีอัลบั้มรูปที่ภายในมีรูปเด็กมากมายอีกหลายอัลบั้ม สอบถามดูจากรปภ.ได้ความว่าพระพวยนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก คนมักจะมาขอลูกกันเมื่อได้ลูกแล้วก็จะเอารูปเด็กมาถวายยกให้เป็นลูกศิษย์พระพวยไป ดูจากปริมาณรูปแล้วก็ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเลย

    

ห้าโมงเย็นเสียงประกาศจากทางวัดดังขึ้นว่าจะปิดด้านในแล้ว คนข้างนอกไม่อนุญาตให้เข้าแล้วแต่คนด้านในยังอยู่ต่อได้ตามอัธยาศัย ก่อนกลับแวะเข้าไปดูศูนย์จำหน่ายสินค้าพื้นเมืองที่อยู่ด้านข้างอุโบสถหลังเก่า มีของขายหลากหลายเครื่องถม เครื่องเงิน ตัวหนังตะลุง แต่ที่เห็นจะมีขายมากที่สุดและดูจะเป็นของที่ขายดีเสียด้วยก็คือขนมลา ผมลองชิมตามคำเชื้อเชิญของแม่ค้ารสชาติก็เหมือนกันท้องม้วนเพียงกรรมวิธีการทำดูจะประดิษฐ์ประดอยมากกว่า โดยการนำน้ำแป้งมาใส่กรวยแล้วค่อยๆเป็นเส้นเล็กๆลงบนกระทะทอเป็นแพรอเสร็จแล้วค่อยนำมาม้วน บ้างก็เอามาพับเป็นอันเรียบร้อย สนนราคาไม่แพงตั้งแต่ยี่สิบบาทถึงร้อยแล้วแต่ขนาดและรูปแบบ แม่ดูจะพอใจเพราะแกจะได้ของฝากไปฝากเพื่อนบ้านและคนรู้จักแก้เก้อเวลาถูกถามว่าสงกรานต์ไปเที่ยวไหนมา

ห้าโมงครึ่งอาของผมโทรหาพ่อซึ่งเป็นพี่ชายของเขา บังเอิญว่าอาได้แฟนเป็นคนนคร อำเภอทุ่งสง บังเอิญอีกที่ช่วงสงกรานต์เขากับแฟนได้ลงมาเยี่ยมลูกๆที่ส่งลงมาอยู่กับตายายในช่วงปิดเทอม และบังเอิญที่วันนี้เขาพากันมาส่งน้องสาวของอาสะใภ้ขึ้นเครื่อง จึงตั้งใจว่านัดกินข้าวกัน เพียงแต่ว่าผิดแผนเรามาถึงเมืองนครช้าไปหน่อยทางนั้นเลยกินข้าวกันไปก่อนเสียแล้ว ก็เลยเป็นว่าเขาตามมาหาพวกเราที่รออยู่ที่วัดมหาธาตุนั้นเอง

กว่าชั่วโมงที่บรรดาผู้ใหญ่สนทนากันอย่างออกรส จนเย็นมากแล้วดีที่ได้เด็กน้อยลูกอาทั้งสองที่เริ่มงอแง "ป่ะป๊า มืดแล้ว กลับบ้าน" เลยเป็นอันว่าพวกเราจึงแยกย้ายกันกลับ ก่อนกลับอาบอกพ่อว่าที่หอพระอิศวรใกล้ๆเขาจะมีงานดล้ชิงช้ากันน่าจะลองแวะเข้าไปดู ทิ้งระเบิดความสงสัยใส่พวกเราอย่างจัง เมื่อแยกย้ยกันเรียบร้อยพ่อจึงบอกพี่บ่าวว่าให้ไปส่งแถวหน้างานจะเข้าดูเขาโล้ชิงช้ากันเสียหน่อย

  

มีการปิดถนนบริเวณนั้นผู้คนคราคร่ำเริ่มทยอยเดินทางกันมาจับจองที่นั่งบริเวณอัฐจรรย์ที่ทางเทศบาลเอามาตั้งไว้บนถนนที่เวลานี้ถูกปิดไม่ให้รถผ่าน พวกเราเดินเข้าไปนั่งที่นั่งริงค์ไซด์ที่อยู่ด้านในบริเวณการแสดงเพราะเห็นว่ายังว่างอยู่ นั่งรออยู่นานสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่างานคงจะเริ่มในเวลาทหนึ่งทุ่ม เสร็จซักสองทุ่มเหลือบมองนาฬิกาอีกไม่ถึงสิบห้านาทีทุ่ม เลยตัดสินใจรอดูการแสดงเขาเสียหน่อยไหนๆก็มาถึงที่แล้ว

ท้องชักหิวเลยเป็นห้าที่ผมที่ต้องเดินออกไปหาอะไรมารองท้องคณะลูกทัวร์เสียหน่อย หันไปเห็นร้านหมูปิ้งสามไม้ห้าดูหน้ากิน "หมูห้าสิบบาทครับ" กะไว้ว่าห้าสิบบาทสามสิบไม้หกคนกินคนละห้าไม้น่าจะพอดี เดินกลับมาไม่รอช้าทุกคนทยอยลำเลียงหมูย่างลุกกระเพาะอย่างรวดเร็ว ฆ่าเวลาได้เป็นอย่างดี

ทุ่มเศษขบวนมาถึงทำให้เราได้รู้ว่าที่ช้านั้นเพราะมีการแห่นางดานไปทั่วเมือง "นางดาน" นั้นก็คือสาวงามทีได้รับการคัดเลือกให้เชิญแผ่นไม้กระดานที่จะมีทั้งหมดสามแผ่นที่เอาไว้ดล้ชองช้านั้นเอง ที่เมืองนครฯนี้มีเสาชิงช้ากับเขาเหมือนอย่างที่กรุงเทพเพียงแต่ขนาดจะย่อมกว่าหน่อย เดิมทีนั้นการโล้ชิงช้าไม่มีมากว่าห้าสิบปีแล้วแต่พึ่งจะได้รับการริ้อฟื้นให้จัดขึ้นมาใหม่เมื่อสองสามปีมายนี้เอง เพียงแต่รูปแบบงานนั้นเปลี่ยนไปจากพธีกรรมทางศาสนามาเป็นการแสดงที่เน้นความบันเทิงตื่นเต้นตระการเสียมากกว่า

สอบถามจากผู้รู้ซึ่เป็นเซียนพระคนหนึ่งที่เผอิญเดินผ่านมา เหมือนเราจะถามถูกคนเพราะพี่แกสาธยายให้เราฟังทุกค่อนทุกตอนไม่ตกหล่นซักเม็ดเลยทีเดียว เนื่องจากพี่เค้าเล่าเสียยืดยาวผมพอจะจำได้คร่าวๆว่า พิธีโล้ชิงช้าหรือตรียัมปวาย เป็นการละเล่นที่บูชาพระอิศวรที่จะลงมาโปรดโลกมนุษย์ปีละหนึ่งครั้ง โดยจะมีการโล้ไม่กระดานสามแผ่น แผ่นหนึ่งแทนพระอาทิตย์พระจันทร์ แผ่นสองแทนพระแม่คงคา แผ่นสามแทนพระแม่ธรณี ผู้ที่ทำการดล้มีชื่อว่าน "นาลิวัน" น่ามีด้วยกันสามคน ............................พี่เขาอธิบายอย่างยืดยาวเสียน้ำลายแตกฟอง

อย่างที่บอกว่างานนี้เขาเน้นเป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงเสียมากกว่าพธีกรรม รูปแบบจึงออกมาอลังการงานสร้างมีเทวดาลอยเหาะลงมาตามสายสลิงยาวเพื่อโปรยดอกไม้ พุถูกจุดอย่างตระการตามีมีการแสดงระบำรำฟ้อนสลับการแนะนำตัวละครที่มีเทพยดามากมาย ผมเชื่อว่างานนี้ลงทุนไม่ต่ำกว่าหลักสิบ(ล้าน) เรียกว่าคุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ ชื่นชมนายกเทศบาลเมืองที่เข้าใจเอาของที่มีอยู่อย่างเสาชิงช้ามาสร้างจุดขายได้น่าสนใจ แต่เสียดายที่กล้องเจ้ากรรมแบตหมดคงเพราะถ่ายโลมาไปเมื่อกลางวันซะเเยะ เลยอาศัยกล้องมือถ่ายภาพเอาไว้ได้นิดกน่อยเท่านั้นเอง

กว่าการแสดงจะเลิกก็ร่วมสี่ทุ่ม โรงแรมโทรมาถามว่าจะเช็คอินอยู่รึป่าว เราจึงต้องรีบไปให้ถึงโรงแรมเสียก่อนที่จะไม่มีที่นอนคืนนี้กัน คืนนี้นอนที่โรงแรมแกรนด์ปาร์ค ราคาไม่แพงแถมห้องก็ใช้ได้ดีตรงที่อยู่ในเมือง แม้ว่าเดี๋ยวนี้จะมีโรงแรมทวินโลตัสเปิดใหม่แต่อยู่นอกเมืองและพ่อบอกว่าแพงไปหน่อย เมื่อเช็คอินเสร็จก็ออกไปหาอะไรกินแต่ดึกแล้วร้านปิดหมดพอดีผ่านเข้าไปในซอยเห็นร้านข้าวต้มคนกินเยอะอยู่ เอาวะกินที่นี่แหละลองดู ชื่อร้านทิพรส ถ้าแปลตรงตัวคงหมายถึงรสเลิศ แต่สำหรับผมกลัวว่าอาหารจะเค็มอย่างน้ำปลาทิพรสรึป่าวหนอ อาหารก็เหมือนร้านข้าวต้มทั่วๆไปรสชาติใช้ได้ แต่พอเช็คบิลออกมารู้สึกว่าสภาพเงินเฟ้อที่นครฯอาจจะรุนแรงกว่าที่บ้านเราแน่เลย

กลับถึงห้องอาบน้ำกะนอนเล่นแป๊บนึงแล้วจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย ที่ไหนได้คงเพราะเพลียแดดเมื่อกลายวันเลยเล่นเอาหลับยาวตื่นอีกทีหกโมงเช้านู่นเลย

 

Comment

Comment:

Tweet