Bughamyai on tour (2)

posted on 22 Apr 2008 11:54 by sheep-island

ใกล้เพลเต็มทน พี่บ่าวคนขับรถตู้ของเรายืนรอท่าที่หน้าประตูขาเข้า พี่บ่าวเป็นคนอำเภอลานสะกา นครศรีธรรมราช ปีที่แล้วพ่อผมเดินทางมานครบ่อยครั้งจึงทำให้ได้รู้จักกับพี่บ่าว "หวัดดีครับ..เฮีย" พี่บ่าวร้องทักด้วยสำเนียงใต้พร้อมยกมือไหว้พ่อ "เที่ยวนี้พาครอบครัวมาเที่ยว" พ่อผมตอบ

รถตู้ขับเคลื่อนด้วยความเชื่องช้า ต้องคอยระวังถนนที่เปียกลื่นเลอะเทอะไปด้วยแป้งผสมสีที่ดูสดจนน่ากลัว ส้มสะท้อนแสง เขียวสดสะใจ อดสงสัยไม่ได้ว่าส่วนผสมของแป้งเหล่นั้นคืออะไร รายทางพบเห็นกลุ่มก๊วนวัยรุ่นทั้งหญิงชายจับกลุ่มรอเล่นน้ำกับรถที่สัญจรไปมาเป็นระยะๆ บางกลุ่มก็ดูเล่นกันด้วยความสงบเรียบร้อยดี แต่บางกลุ่มก็ดูจะเกริกมะเรกเกเร ชายหนุ่มกำยำสองนายในชุดเปลือยท่อนบ่อนบนโชว์รอยสักลายพร้อยใน กางเกงยืนขายาวพบขาขึ้นถึงเข่าในมือหนึ่งถือขันที่เต็มไปด้วยแป้งผสมสี อีกมือมีขวดเบียร์ที่ยกกะดกส่งต่อกันไปมา สองหนุ่มนี้มีหน้าที่เป็นหน่วยกล้าตายยืนจังก้าขวางกลางถนนเพื่อคอยดักรถที่ผ่านไปมา เป้าหมายของเขาคือรถกระบะที่ทุกคนไว้ข้างท้าย แน่หล่ะคนเหล่านั้นพร้อมใจมาเล่นสงกรานต์ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพร้อมแค่ไหนที่ต้องมาเจอกับแก๊งคะนองมหาประลัยเหล่านี้

การจราจรติดขัดรถค่อยๆทยอยผ่านไปทีละคัน ผมสังเกตุเห็นรถกระบะคันข้างหน้า หยุดนิ่งติดอยู่ด้วยเพราะมีคนขวาง เมื่อหน่วยกล้าตายทำงานเรียบร้อย หน่วยเก็บกวาดที่ยืนรออยู่นับสิบจึงกรูเข้าล้อมรถอย่างรู้หน้าที่ ทั้งล้วง ทั้งควัก ทั้งทา ทั้งถู หนำใจแล้วจึงปล่อยให้ผ่านไป น่าคิดเหมือนกันว่าเราเล่นสงกรานต์เพื่ออะไร ประเพณี หรือเล่นเอามันเอาสะใจ น่าจะเปลี่ยนชื่อเทศกาลสงกรานต์เสียใหม่ว่าเป็นเทศกาลแต๊ะอั๋ง เอ๊ะไม่ได้อีกด้วยคนจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นประเพณีจีน เอาเป็นเทศกาลจับนมแห่งชาติน่าจะเหมาะดี

..........................................................................................................................................................

เที่ยงนิดหน่อยเราก็ถึงเขื่อนเชี่ยวหลาน หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่าเขื่อนรัชประภาอยู่ในเขตอุทยานอห่งชาติเขาสก จากตัวเมืองสุราษฎร์ประมาณร้อยกิโลเมตร โปรแกรมของเราคือล่องเรือชมความงามของภูเขาจมน้ำที่อยู่ภายในเขื่อนที่กล่าวขานกันว่าเป็นกุ๊ยหลินเมืองไทย กุ๊ยหลินหน้าตาเป็นอย่างไรผมก็ไม่รู้ได้ยินครั้งแรกคิดว่าเป็นชื่อผักที่เป็นญาติกับกุ๊ยช่ายเสียอีก

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ขอเติมว่าต้องเป็นท้องที่อิ่มเสียด้วยสิ พ่อแนะนำว่าคราวที่แล้วกินที่ร้านครัวเชี่ยวหลานรสชาติไม่เลว เมื่อเข้าเขตเขื่อนสายตาของเราทั้งหมดจึงจดจ้องมองหาป้ายบอกทางกันอย่างตาไม่กระพริบ (จากจำนวนป้ายที่มีมากกกกกก ถึงสองป้ายถ้ากระพริบอาจหลงได้เลยทีเดียว) พี่บ่าวขับรถเลาะเลี้ยวเส้นทางที่เต็มไปด้วยแยกมากมาย แต่จำนวนป้ายดูจะไม่สัมพันกับจำนวนแยกเสียเท่าไหร่ เข้าใจว่าที่นี่เขาต้องการให้เราเพลิดเพลินกับเขาวงกตที่สลับซับซ้อนเสียก่อน จนแล้วจนรอดเราก็มาถึงครัวเชี่ยวหลานไม่รอช้าสั่งอาหารมากินกันทันที เดิมทีเป็นร้านสวัสดิการของเขื่อนแต่ตอนนี้ยกร้านให้เอกชนบริหารงานแทนเสียแล้ว รสชาติอาหารเปลี่ยนไปพ่อว่าอย่างนั้น แต่ก็จัดว่าไม่เลวน้ำพริกกุ้งสดกินแกล้มกับผักจิ้ม ดูจะเป็นเมนูที่ถูกปากทุกคนที่สุดในมื้อนี้ อิ่มหนำก็ได้เวลาลงเรือ ท่าเรือก็แสนไกลวนเวียนในเขาวงกตอีกพักใหญ่กว่าจะไปถึงที่

    

เรือที่นี่เป็นเรือเหมาสนนราคาตั้งแต่ 1,000-1,400 บาทขึ้นอยู่กับขนาดของเรือ ก่อนลงเรือต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานอีกคนละสี่สิบบาท เมื่อได้เรือเรียบร้อยก็มุ่งหน้าไปชมความงามกุ๊ยหลิน เรือแหวกน้ำมองเห็นภูเขาอยู่ลิบๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่งเมฆขาวลอยต่ำเคลื่อนตัวไปช้าๆตามแรงลม ผมเอามือลงสัมผัสน้ำเล่น น้ำเย็นเจี๊ยบสีเขียวสดดูน่าลงไปว่ายเล่นเสียจริง เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็ต้องตะลึงในความงามของทิวเขาที่สลับซับซ้อน ที่โผ่ลขึ้นพ้นน้ำ บางลูกเต็มไปด้วยไม้เล็กเขียวสดสลับสีขาวมัวๆของภูเขาหินปูนที่มีลวดลายสีแดงอ่อนๆสลับเป็นเส้นๆ เดิมที่แถบนี้เป็นป่าต่อมาเมื่อมีกลายสร้างเขื่อนและปล่อยให้น้ำเข้าป่าจึงจมอยู่ใต้น้ำ มีเพียงเขาสูงน้อยใหญ่ที่ลอยโผล่พ้นขึ้นมาอวดความงามให้ได้ยล

     

คนขับเรือพาเราลัดเลาะไปตามเขาลูกต่างๆ ชลอความเร็วเป็นระยะเพื่อให้เราได้ถ่ายภาพเขาสวยๆเหล่านั้น เมื่อเรือวนพาเราชมจนทั่วก็วกกลับมุ่งหน้าไปหาฝั่งที่อยู่ใกล้ มองเห็นแต่ไกลเป็นเพิงไม้สี่ห้าหลังทอดยาวติดกัน ระหว่างทางที่เรือเเล่นอยู่ น้องชายผมก็ทำถุงพลาสติกที่ใส่ขวดน้ำมาปลิวตกลงไปในน้ำ พวกเรามองหน้ากัน ผมคิดในใจว่าจะหันไปบอกพี่คนขับเรือให้ช่วยวกกลับไปเก็บถุงพลาสติกนั้น อย่างน้อยแม้พวกเราไม่ได้มีส่วนช่วยที่จะรักษา ก็ขอไม่เป็นผู้ที่ทำลายธรรมชาติที่สวยงามแห่งนี้ พลันที่ผมยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรเรือของเราก็หันหัวกลับ แล้วชลอลงน้องชายผมเอื่อมตัวไปเก็บถุงนั้นขึ้นมาบนเรืออย่างเข้าขา โอ้ว....ประทับใจขอชื่นชมพี่คนขับเรือจากใจจริง

เรือมาจอดที่ริมฝั่ง เพิงที่เห็นไกลนั้นแท้จริงที่ร้านอาหารที่มีชื่อว่าครัวถิ่นพนา ซึ่งเป็นร้านของทางอุทยานที่จัดไว้บริการนักท่องเที่ยว ใกล้กันมีกระต๊อบเป็นหลังอยู่บนแพ แอบชำเลืองมองภายในเห็นมีที่นอนหมอนมุ้งครบครัน สอบถามได้ใจความว่าเป็นที่พักคืนละสี่ร้อยบาท เหมาะสมหรับผู้ที่อยากใกล้ชิดธรรมชาติ

กาแฟยามบ่ายแก่ๆ ไม่ใช่คาปูชิโน เอสเปสโซ่ เป็นเพียงกาแฟสำเร็จรูปที่ปล่อยให้เราชงเองตามใจชอบ ราคาแก้วละสิบบาท นั่งจิบไปชมวิวทิวทัศน์ไปมองเห็นเกาะหน้าตาประหลาด ต้นไม้สูงใหญ่หนาทึบเบียดเสียดกันรูปร่างเหมือนยีราฟฝูงใหญ่ยืนชูคอท้าแดดลม

แดดล่มลมตก ได้เวลาต้องอำลาเขื่อนเชี่ยวหลานลงเรือมุ่งหน้ากลับเข้าท่า สวนมานั้นมีเรือน้อยใหญ่อีกหลายลำสวนมาเป็นระยะ "ช่วงเทศกาลอย่างนี้คนเยอะออกเรือวันละสามสี่เที่ยว ถ้าวันธรรมดาไม่มีคนหรอกเที่ยวเดียวก็นับกว่าเก่งแล้ว" พี่คนขับเรือบ่นให้เราฟัง

ออกจากเขื่อนมุ่งหน้าย้อนกลับเข้าเมืองเป้าหมายต่อไปของเรา "ขนอม" ที่อยู่ห่างจากเมืองสุราษฎร์ไปอีกเก้าสิบกิโลบวกระยะทางจากเขื่อนอีกร้อยเบ็ดเสร็จร่วมสองร้อยกิโล เห็นทีต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาเสียแล้ว โดยพร้อมเพรียงกันไม่ต้องปรึกษา ไม่ต้องวางแผน เราทุกคนพร้อมกันเล่นเกมซ่อนตาดำโดยมิได้นัดหมาย นอนยาว.........

edit @ 23 Apr 2008 10:35:12 by คิดจะใหญ่ใจต้องนิ่ง

Comment

Comment:

Tweet

น้ำทะเลใสมากconfused smile

#1 By pangtode on 2008-04-23 10:52