Bughamyai on tour

posted on 21 Apr 2008 11:02 by sheep-island

เช้าวันที่13 เมษา ณ สนามบินสุวรรณภูมิ จราจรบนมอเตอร์เวย์ไม่ติดอย่างที่คิดแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาเช้าที่รถมักติดในวันธรรมดา(แน่หล่ะวันนี้วันหยุด) ต่างจากภายในอาคารผู้โดยสารคับคั่งไปด้วยผู้คน ไหนใครว่าเศรษฐกิจไม่ดีวะเนี่ย ไม่รอช้าเข้าเช็คอินเสร็จสรรพ เดิมทีไม่ได้อยากจะใช้บริการสายการบินนี้ซะเท่าไร ด้วยเพราะมีอดีตที่ไม่ค่อยหวานชื่นกับสายการบินนี้ แต่เพราะว่าเจ้าอื่นที่อยู่ดอนเมืองดันไม่มีเที่ยวบินไปสุราษฎร์เที่ยวเช้า(แม้ว่าตอนหลังเค้าจะเพิ่มขึ้นมาแต่ก็สายเกินเพราะหลวมตัวซื้อตั๋วไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนซะแล้ว)

ชั่วโมงเศษๆผ่านไปมองดูข้อมือนาฬิกาบอกเวลาเคารพธงชาติเราก็มาถึงหน้าประตูขึ้นเครื่อง A5 ที่เปลี่ยนจากเดิม B1 ผู้คนคับคั่งนั่งรอคุยกันจอแจ กำหนดการเครื่องออกคือ 9 โมงเศษๆ ด้วยเห็นว่าเวลายังอีกมากโขและประตูที่ขึ้นเครื่องก็ยังมิได้เปิดเลยชล่าใจพากันเดินไปนั่งเก้าอี้แถวหน้าๆเพื่อว่าพอประตูเปิดจะได้รีบแจ้นไปก่อนใคร แต่ดูวันนี้ฟ้าจะไม่เข้าข้างเรา ยังไม่ทันได้หย่อนตูดลงนั่งสบายใจ แก๊งเจ้ใหญ่(ตั้งชื่อให้ตามหุ้นของเจ้)พาบรรดาลูกทั่วร์ร่วมสิบชีวิตเดินมาด้วยความเร็วที่ช้ากว่าเสียง ตัวเจ้ยังอยู่ที่เก้าอี้แถวสามแต่เสียงเจ้ไปถึงประตูเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว ทุกคนในคณะเจ้ใหญ่แต่งองค์ทรงเครื่องกันมาด้วยชุดฮาวายลายดอกสีเหลือง หลังจากหอบสังขารพาลูกทั่วร์มายืนตั้งแถวหน้าทางออกขึ้นเครื่องที่แม้จะมีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่แต่ประตูก็ยังมิได้เปิด เหมือนเป็นการกดดันเจ้าหน้าที่กลายๆ "น้องคะพี่ว่าเปิดให้ขึ้นเครื่องได้แล้วนะคะ" เจ้ใหญ่เเนะนำ

สิ้นเสียงเจ้ใหญ่เหมือนเป็นยิงปืนให้อาณัติสัญญาณเริ่มศึกเก้าอี้ดนตรี ยังไม่ทันที่เราจะได้เคลื่อนไหวเพื่อแก้เกมเจ้ใหญ่ ผู้คนที่นั่งคอยท่าอยู่ก่อนต่างลุกขึ้นกรูกันมาเข้าแถวยาวเหยียด ทำให้เราที่นั่งอยู่แถวหน้าตอนนี้กลับกลายเป็นว่าต้องเดินไปต่อแถวที่ยาวไปจนคนท้ายแถวนึกว่าตัวเองต้องกลับไปเอ็กเรย์ตรวจตัวอีกรอบ เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าสายการบินนี้เค้ามีเกมให้ให้ผู้โดยสารได้ร่วมสนุกเวลาขึ้นเครื่อง เรียกว่าเกมเก้าอี้ดนตรีฝึกทักษะสายตาและความว่องไว เมื่อหันมองดูแถวที่ยาวเหยียดเราจึงตัดสินใจว่าต้องทำอะไรซักอย่าง

"เอ่อ ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้ว..............................พวกเรานั่งรอให้คนอื่นเค้าไปก่อนแล้วกัน" ผมเอ่ย ทุกคนเห็นด้วยเป็นอันว่า รอต่อไป

พอขึ้นไปบนเครื่องเก้าอี้ดนตรีดูไม่คึกคักเหมือนก่อน ไม่มีเบียดเสียด ไม่มีจองที่ ว่างตรงไหนก็นั่งตรงนั้น แต่ที่สังเกตเห็นคือแก๊งเจ้ใหญ่นั่งคุยกันเสียงดังอยู่แถวหน้า "เห็นมั้ยเจ้บอกแล้วว่าให้รีบขึ้นมาก่อน" เจ้ใหญ่โอ้อวดลูดไล่ด้วยน้ำเสียงอย่างผู้ชนะ

เครื่องบินเตรียมเทคออฟพนักงานต้อนรับบินเครื่องทั้งหญิงชาย และที่ยังระบุไม่ได้มายืนประจำตามจุดบนทางเดินระหว่างเบาะที่นั่งสองแต่ละคนฝั่งเว้นระยะห่างกันพอสมควรเพื่อเริ่มพิธีระบำเข็มขัดและเสื้อชูชีพให้เราได้ชมกัน "ผมดูปากสจ๊วตคนนั้นสิชมพูเป็นมันวาว ยิ่งกว่าแอร์คนนู้นอีก" ผมหันไปกระซิบกระซาบกับน้องชาย

เครื่องขึ้นได้ซักพักสัญญาณรัดเข็มขัดดับลง สัญลักษณ์ห้องน้ำเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว เตือนให้รู้ว่าถึงเวลาเยี่ยวได้ อากงอาม่าดูจะมีเซ้นกับสัญลักษณ์นี้เป็นพิเศษ ลุกมาเข้าห้องน้ำกันจ้าละหวั่น เสียงจากกัปตันที่พูดเหมือนตดใส่ไมโครโฟนฟังไม่รู้ว่าบ่นอะไร เข้าใจว่าที่เค้าพูดไม่ได้ต้องการสื่อภาษาให้เราเข้าใจเพียงทำให้ผู้โดยส่ารรู้ว่ากัปตันยังอยู่กับเราหลังจากเครื่องขึ้นบิน ถัดมาก็เป็นเสียงจากพนักงานต้อนรับที่พูดชัดเจนฟังรู้เรื่องแต่ผมก็มัวแต่ง่วนกับการรื้อกระเป๋าหาหนังสือที่กะไว้ว่าจะเอามาอ่านแก้เซ็ง พอจะจับใจความได้จากคำพูดของเธอว่า "สายการบินอยากให้ท่านได้ลิ้มรสอาหารของเรา ที่เตรียมมาเพื่อให้ท่านให้ได้ลองชิมที่ความสูง35,000ฟุต" อ่า....น่าสนใจ ท้องก็ร้องจ๊อกๆ เอาวะแดกก็แดก หยิบเมนูมาดูโอ้โหทำไมราคามันช่างแพงสะท้อนสภาพเงินเฟ้อเสียจริง

พนักงานต้อนรับ 2 คนค่อยๆเดินประคองรถเข็น มีแอร์สาวหน้าหมวยประคองหน้า สจ๊วตตี๋ปากมันชมพูเดินประคองหลัง เมื่อทั้งสองผ่านมาใกล้ผมจึงบอกแอร์สาวในสิ่งที่ผมต้องการจากเธอ "ขอแซนวิซไก่แฮมชีส กับโค้กครับ" "จัส อะ โมเม้น เซอร์....คะ" เธอตอบมาด้วยใบหน้ายิ้ม ผมงงเล็กน้อยแต่เข้าใจว่าเธอให้รอ ก็เลยตอบเธอไปว่า "โอเค ครับ"

เธอเดินถอยหลังดึงรถเข็นเดินหน้าถัดจากที่นั่งของผม ปล่อยให้สจ๊วตตี๋หน้าขาวเป็นฝ่ายมอบในสิ่งที่ผมต้องการ แอร์สาวกดเครื่องคิดเลขแล้วบอกสจ๊วตหนุ่มเป็นภาษาอังกฤษ "ทั้งหมด110 บาทครับ" สจ๊วตแจ้งยอดหนี้ที่ผมต้องจ่าย ผมยื่นเงินให้ สจ๊วตส่งให้แอร์สาวรับแล้วมอบเงินทอนในสจ๊วตหนุ่มเพื่อจะมอบให้ผมอีกที จริงๆถ้าไม่ลำบากจะให้แอร์สาวมอบเงินทอนให้ผม ผมก็ยินดี ผมเหลือบมองไปที่หน้าอกของเธอ โอ้ว......................เห็นชื่อเธอที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษเธอเป็นคนจีนนั่นเอง

เรียกว่าทำงานกันเป็นทีม สจ๊วตมีหน้าที่รับออเดอร์จัดแจงส่งของให้ลูกค้า ส่วนแอร์สาวเป็นฝ่ายคิดเงินทอนเงิน เมื่อรับแซนวิซมาผมก็ไม่รอช้าแกะถุงพลาสติกลองลิ้มชิมรส โอ้ว.....................................สุดยอดมาก

ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมเค้าถึงบอกว่ารสชาติที่ระดับความสูง 35,000 ฟุต เพราะถ้าอยู่ข้างล่างคงไม่ซื้อกินแน่เลย คุณต้องอยู่ที่ระดับความสูงนี้แหละ แถมต้องหิวด้วยจึงยอมจ่ายในราคานี้ พูดอย่างนี้เดี๋ยวสายการบินเค้าจะเสียใจ ไม่ก็ไม่ได้แย่อะไรหรอกนะครับเพียงแต่ผมว่าไม่ค่อยจะเหมาะกับราคาซักเท่าไร เอ....หรือว่าช่วงเวลาที่ผมเอาแซนวิซเข้าปากจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กัปตันลดระดับความสูง อาจจะอยู่ที่ 34,999 ฟุต รสชาติเลยผิดเพี้ยนไปก็เป็นได้

ชั่วโมงกว่าๆเครื่องก็ลดระดับลงสู่สนามบินสุราษฎร์ธานี เดินฝ่าอากาศร้อนอบอ้าว แดดร้อนแรงเลียผิวเราจนเหงื่อไหลย้อย เร่งฝีเท้าเข้าสู่อาคารรอรับกระเป๋า คว้ารถเข็นได้ก็แทรกตัวหาช่องว่างรอสายพานหมุนวนนำสัมภาระของเรามาให้ หันไปด้านข้าง อ้าว.............แก๊งเจ้ใหญ่นี่หว่า ยืนรอกระเป๋าท่าทางร้อนรนเหมือนจะรีบไป สายพานเริ่มทำงานกระเป๋าเริ่มทยอยออกมาอย่างเชื่องช้าแต่สม่ำเสมอ กลุ่มของเราได้กระเป๋าหมดแล้วจึงรุดหน้าเข็นรถออกไปหาพี่บ่าวคนขับรถตู้ที่นัดเอาไว้ภายนอก

ผมเหลียวหลังไปดู ยังเห็นแก๊งเจ้ใหญ่รอกระเป๋าด้วยท่าทีหงุดหงิดคงเพราะคนรอกระเป๋าเริ่มน้อยลง เหลือเพียงแก๊งของเจ้กับคนอื่นๆอีกไม่ถึงสิบคน ผมอดขำไม่ได้ ใจก็นึกสงสารเจ้แกอยู่เหมือนกันอุตส่ารีบขึ้นเครื่องมาก่อนเขาตั้งแต่กรุงเทพแต่ดันมาช้าที่สุราษฎร์เสียนี่

 

edit @ 22 Apr 2008 08:54:30 by คิดจะใหญ่ใจต้องนิ่ง

Tags: 000, 35 0 Comments

Comment

Comment:

Tweet