มุมหนึ่งในห้องน้ำ ยังมีหมีสองตัวอาศัยอยู่ร่วมห้องเดียวกัน

เดิมทีนั้นมีหมีอาศัยอยู่เพียงตัวเดียว เป็นหมีสีเหลืองใส่เสื้อสีแดงตลอดเวลา แต่ไม่ชอบใส่กางเกง ชื่อเดิมคนเค้ามักเรียกมันว่า Pooh (พูห์) แต่หลังจากได้มาอยู่ ณ ห้องน้ำแห่งนี้มันก็เปลี่ยนชื่อตัวเองเสียใหม่ว่า "ปุ๊" เพื่อจะได้ดูเป็นชื่อแบบไทยมากขึ้น และแถมยังดูดีกว่าหมีพูห์เป็นไหนๆ หมีปุ๊ เข้าใจว่ามันคงได้แรงบันดาลใจมากจากหนังเรื่องหนึ่งที่เคยดูตอนเป็นเด็ก หมีปุ๊ภาคภูมิใจมากที่ตนได้ครอบครองห้องน้ำมาเป็นเวลานาน ยกตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่เพราะเป็นหมีเพียงตัวเดียวในห้องน้ำแห่งนี้

 

จนไม่นานมานี้

หมีตัวที่สองได้ปรากฏตัวขึ้น หมีตัวนี้เป็นหมีที่ตัวเหลืองเหมือนหมีปุ๊ ต่างกันตรงที่ตัวของมันมีรูพรุนเต็มไปหมด เดิมทีก็ไม่มีใครตั้งชื่อให้มัน แต่มันก็มักจะได้ยินคนเรียกมันว่า "หมีฟองน้ำ" ซึ่งมันเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเพราะอะไร แต่มันก็ไม่สนใจ ตราบใดที่ผู้คนมักจะพิศวาสชอบเอามันไปกอดถู ลูบไล้ไปทุกที่และทุกทีที่พวกเค้าเหล่านั้นอาบน้ำ ทำให้มันรู้สึกเป็นหมีที่โชคดี มีแต่คนรักและคิดถึงมันตลอดเวลา มันจึงไม่ค่อยแยแสกับที่ชื่อที่คนเค้าเรียกกัน

 

วันหนึ่ง ที่มุมหนึ่งในห้องน้ำห้องเดิม

"สวัสดี หมีประหลาด" หมีปุ๊ทักทายหมีฟองน้ำ ช่างเป็นการเริ่มบทสนทนาที่ดูไม่ค่อยน่าสนทนาด้วยซักเท่าไร

"สวัสดีหมีเสื้อแดง" หมีฟองน้ำตอบแบบขอไปที แม้ว่าจะไม่ค่อยพอใจที่ถูกเรียกว่าหมีประหลาด แต่หมีฟองน้ำก็ไม่คิดใส่ใจและไม่อยากจะมีปัญหา หมีฟองน้ำเองนั้นเป็นคนประนีประนอมรักความสงบ ชอบความสมานฉันท์และสันติ “มึงสิประหลาดกว่ากูอีก ดูก็รู้ว่าเป็นหมีไม่เต็ม ชอบทำอะไรครึ่งๆกลางๆ กระแดะใส่เสื้อแต่เสือกไม่ใส่กางเกง ติงต๊องแน่ๆ ไอ้ควาย”หมีฟองน้ำคิดในใจ (ในโลกของหมีคำว่า”ควาย”บางครั้งก็ใช้แทนหมีที่โง่ เหมือนที่คนชอบเรียกคนโง่ว่าควาย) อาจจะดูเป็นความคิด(ในใจ)ที่รุนแรงแต่เชื่อเถอะว่าหมีฟองน้ำรักสันติ(จริงๆ) อย่างน้อยก็เท่าที่เค้ามักบอกกับคนอื่น หรืออาจเป็นไปได้ว่า”สันติ”ในความหมายของหมีฟองน้ำอาจจะต่างจากที่เราคิดกัน

“มาอยู่ใหม่ล่ะสิ ไม่เคยเห็นหน้า" หมีปุ๊เบ่งตามประสาเจ้าถิ่น

“รู้มั้ยว่าแถวเนี่ยถิ่นใคร” หมีปุ๊ยังเบ่งต่อ จริงๆแล้วหมีปุ๊ก็ไม่ได้มีนิสัยเป็นนักเลงมาแต่แรก แต่ที่หมีปุ๊แสดงพฤติกรรมแบบนี้อาจเป็นเพราะหมีปุ๊อยู่คนเดียวมาเป็นเวลานานไม่ค่อยจะได้พูดคุยกับใคร(แม้ว่าจะพูดกับตัวเองในกระจกบ้างบางที เช่น ทำมันข้ามันหล่ออย่างนี้วะ เป็นต้น) คงเป็นเหตุนี้ที่ทำให้ไม่มีหมีสัมพันธ์ซักเท่าไร (ถ้าเป็นคนก็จะจัดว่าเป็นคนไม่มีมนุษย์สัมพันธ์เอาซะเลย) หลังจากพูดจบ หมีปุ๊ก็นิ่งอยู่เพื่อรอฟังคำตอบ

“ไม่รู้ดิ ไม่ใช่คนแถวนี้” หมีฟองน้ำตอบแบบกวนๆ  “เอ๊ะ ไอ้นี่วอนซะแล้ว เอ็งไม่รู้หรอว่าข้าเป็นใคร”

“จะรู้มั้ยหล่ะ” หมีฟองน้ำยังกวนต่อ

หมีปุ๊ทำท่ายืดอกอย่างภาคภูมิใจ เพราะรอโอกาสที่จะได้แนะนำตัวอยู่ก่อนแล้ว นานๆจะได้แนะนำตัวซักครั้ง หมีปุ๊จึงตื่นเต้นอยู่บ้างแต่ก็พยายามไม่แสดงอาการให้หมีฟองน้ำเห็น หมีปุ๊เบือนหน้าจากหมีฟองน้ำ ก้มหน้าลงมองพื้นทีหนึ่งแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองไปที่หลอดไฟในห้องน้ำ พร้อมกับเริ่มแนะนำตัวเอง

“อะ..แฮ่ม อะแฮ่ม ตัวข้านั้นมีนามว่า “วินนี่ เดอะ ปุ๊" คนเลี้ยงหมีพาข้ามาอยู่ที่นี่ได้ซักระยะหนึ่งแล้ว” หมีปุ๊เรียกคนที่นำมันมาอยู่ที่นี่ว่า “คนเลี้ยงหมี” และถือว่าเขาเป็นผู้อุปากระมันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “ไม่ต้องแปลกใจในรูปร่างหน้าตาที่ดูดีมีชาติตระกูลของข้า เพราะเดิมทีแล้วครอบครัวข้าพื้นเพเป็นชาวอังกฤษ เป็นตระกูลเก่าแก่ย้อนไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่1 “วินนี่” ทวดของทวดของทวดของข้า เรื่องราวในชีวิตของท่านกับสหายคริสโตเฟอร์ โรบิน ได้ถูกถ่ายทอดโดยท่าน เอ เอ มิลน์ พ่อของท่านคริสโตเฟอร์ จนกลายเป็นที่กล่าวขานและโด่งดังไปทั่วโลก อ่อ ก่อนนั้นหมีในตระกูลของข้าไม่ได้มีหนาตาหล่อเหลาอย่างที่เห็นนี้หรอก แต่ได้ท่าน อี เอช เชฟเพิร์ท ที่เปลี่ยนโฉมทวดข้าเสียใหม่จากหมีธรรมดา กลายเป็นหมีมีสกุลรุนชาติอย่างทุกวันนี้”  หมีปุ๊พูดไปพลางยิ้มไป หันหน้าให้หมีฟองน้ำ นัยว่าอยากให้หมีฟองน้ำเห็นถึงความหล่อของมันอย่างเต็มตา

“ทุกวันนี้พี้น้องของข้าก็กระจายสร้างชื่อเสียงอยู่ทั่วทุกมุมโลก ตัวข้าเองที่เลือกตามคนเลี้ยงหมีมาอยู่ที่นี่ก็เพราะอยากจะหาประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิต และตัวข้าเองก็รักการผจญภัยเป็นที่สุด สมัยข้าหนุ่มๆชีวิตของข้าจัดว่าโลดโผนเลยทีเดียว แก๊งระเบิดขวดของข้ากะไอ้ดำ มีเรื่องกับพวกไอ้แดงตามล้างแค้นกันตลอด ยุคนั้นเรียกว่ากรุงเทพไม่มีความสงบสุขเอาซะเลย จนวันหนึ่งข้าก็ถึงจุดอิ่มตัวไม่อยากทำเวรทำกรรมต่อไปอีกเลยล้างมือจากวงการ หนีมากบดานอยู่ที่นี่แหละ”

เรื่องราวประวัติชีวิตหมีปุ๊ ในช่วงแรกๆนั้นล้วนเป็นเรื่องจริง แต่ช่วงท้ายๆนั้นมันแต่งขึ้นมาเอง เข้าใจว่าคงเอามาจากหนังอีกเช่นเคย เมื่อพูดจบหมีปุ๊หยุดครู่หนึ่ง มองหมีฟองน้ำตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนพูดต่อไปว่า

"เอาหล่ะในฐานะที่เอ็งก็เป็นชายชาติหมีเช่นข้า แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของเอ็งจะเทียบไม่ได้แม้เศษเสี้ยวของข้า แต่ก็เอาเถอะข้าจะอนุญาตให้เจ้าเรียกข้าสั้นๆว่า “เดอะ ปุ๊” ก็แล้วกัน” หลังจากการสาธยายประวัติตนเองเสียยืดยาว หมีปุ๊ก็นิ่งรอปฏิกิริยาตอบสนองจากหมีฟองน้ำว่าจะว่าอย่างไร

หมีฟองน้ำเองนั้นเดิมทีก็หมั่นไส้หมีปุ๊อยู่ก่อนแล้ว ยิ่งมาเจอหมีปุ๊เล่าประวัติชีวิตตนไล่ตั้งแต่ต้นตระกูลโคตรเหง้าสักราชแบบนี้แถมด้วยเรื่องนักเลงใหญ่โต ยิ่งทำให้มันรู้สึกหมั่นไส้มากขึ้นไปอีก แม้ว่าหมีฟองน้ำจะรักสันติแต่ก็อดไม่ได้ มันเลยแกล้งยียวนกวนประสาทหมีปุ๊ต่อไป

“เอาไงก็เอากัน.....ลูกพี่ ตกลงพี่ ชื่ออะไรนะ เดอะตุ๊ก หรอ”

ไม่ใช่โว้ย ไม่ใช่ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตุ๊กเติ๊ก อารายกัน เดอะ.....ปุ๊ ดูปากข้านี่ เดอะ ปุ๊”

หมีปุ๊ชักชฉุน แต่ก็พยายามสะกดกั้นไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรกับหมีฟองน้ำ กลัวจะเสียภาพครอบครัวตนที่โม้ว่าเป็นผู้ดีอังกฤษ และอีกอย่างหมีปุ๊เองยังไม่รู้พื้นเพของหมีฟองน้ำ ว่าพ่อของมันเป็นใครหรือว่ามีญาติโกโหติกาเป็นผู้มีอำนาจที่ไหนรึป่าว หมีปุ๊คิดว่าจะลองสืบดูเสียก่อนให้แน่ว่าหมีฟองน้ำไม่ใช่ลูกผู้มีอิทธิพลแล้วค่อยมาเช็คบิลที่หลัง

“เอาหล่ะแล้วตกลงเอ็งชื่ออะไร มาจากไหน และมาทำอะไรที่นี่” หมีฟองน้ำมองหน้าหมีปุ๊อย่างใจเย็น (ในใจพึมพำว่า สันติ สันติ) ก่อนจะตอบไปว่า

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมชื่ออะไร แต่ตั้งมาอยู่ที่นี่ก็มีแต่คนเรียกว่า “หมีฟองน้ำ” แต่เดิมผมไม่ใช่หมีมาแต่กำเนิดหรอก เมื่อก่อนผมเคยอยู่ในน้ำมาก่อนวันหนึ่งถูกคนจับมา ขึ้นจากน้ำได้ไม่นานผมก็ตาย เวลาผ่านไปเร็วจนตดยังไม่ทันหายเหม็น ผมก็เกิดใหม่กลายเป็นหมีอย่างที่เห็นนี่แหละ”

เมื่อหมีปุ๊พิจารณาดูประวัติหมีฟองน้ำดีแล้ว ก็คิดเอาว่าหมีฟองน้ำนี้ไร้พิษสงและไม่น่าจะมีอิทธิพลใหญ่โตอะไร หมีปุ๊จึงคิดว่าสามารถข่มหมีฟองน้ำต่อไปได้สบายๆ แต่หมีปุ๊ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมหมีฟองน้ำจึงระลึกชาติได้ทั้งที่ตายไปแล้ว แต่ก็เหลือวิสัยที่สมองของมันจะคิดออก

“อืม น่าสนใจดีเรื่องของเอ็ง เอางี้แล้วกัน ในเมื่อเอ็งยังไม่ชื่อจริงเดี๋ยวข้าจะตั้งชื่อให้เอง....เอ ว่าแต่จะชื่ออะไรดีน้า.....” หมีปุ๊ พยายามใช้สมองอันน้อยนิดคิดชื่อให้หมีฟองน้ำ

“คนเค้าเรียกเอ็งหมีฟองน้ำ......หมีฟองน้ำ ฟองน้ำ ฟอง....น้ำ.........เอาเป็น ”ฟง” เป็นไง อ่า....เท่ไม่ยอกนา ดีมะ ดูเหมือนพระเอกหนังจีนกำลังภายใน เป็นไง อะ....จ๊าส์” หมีปุ๊ยกมือขึ้นปัดไปมาเข้าใจว่าจะทำท่าเหมือนจอมยุทธในหนังจีนกำลังภายใน หมีฟองน้ำส่ายหัวด้วยความเอือมระอา

“ไม่เอาอ่ะพี่ “ฟง” มันดูจีนไปหน่อย ไม่เท่เลย เดี๋ยวนี้เค้าต้องแบบเกาหลี ญี่ปุ่นไรเงี้ย ถึงจะอิน”

“อิน เอิน อารายของเอ็งวะ เกาหลี ญี่ปุ่นหรอ งั้น “หมีเล็กจัง” เป็นไงเข้ากับเอ็งดีนะ เป็นหมีตัวเล็กๆชื่อแบบญี่ปุ่นเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า หรือไม่ก็ “หมีเยอะรู” เป็นไง เกาหลีเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ยังไม่ทันที่หมีฟองน้ำจะตอบว่าอะไร หมีปุ๊ก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ติดอยู่ที่ตัวหมีฟองน้ำ

“เอ๊ะๆ ไอ้สีน้ำเงินติดมากะตัวเอ็งนั่นอะไรวะ” หมีปุ๊ชี้ไปที่ป้ายสีน้ำเงินที่ติดอยู่กับตัวหมีฟองน้ำ มีตัวหนังสือภาษาอังกฤษเขียนว่า BOOTSหมีฟองน้ำมองไปที่ป้ายทีหนึ่งแล้วหันมาบอกหมีปุ๊ว่า

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันพี่ว่ามันคืออะไร มันก็ติดมาตั้งแต่ผมเกิดแล้วหล่ะ คงเป็นปานมั้งพี่ ปานน้ำเงินอ่ะ”   

หมีปุ๊ทำท่าทางคล้อยตาม และดูจะเชื่อเป็นจริงเป็นจังว่าที่เห็นนั้นคือปานน้ำเงินจริงๆ“อืม...สงสัยจะเป็นปานน้ำเงิน เฮ้ย เดี๋ยวมาให้ข้าดูใกล้ๆสิเขียนมีตัวอักษรเขียนอยู่ บะ บะ บี โอ โอ ทะ ทะ ที เอ เอส... บีโอโอทีเอส”

“มันคืออะไรหรอพี่ ไอ้บีโอโอทีเอส” หมีฟองน้ำถามด้วยความสงสัย

“เอ็งนี่มันโง่จริงๆ มันเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษโว้ย....เนี่ยๆ บี โอ โอ ที เอส”

“อ่อ ภาษาอังกฤษ แล้วมันอ่านว่าอะไรอ่ะพี่” หมีฟองน้ำถามต่อ

โปรดสังเกตหลังจากคุยมาได้ซักพักหมีฟองน้ำก็ยกให้หมีปุ๊เป็นพี่หรือลูกพี่ไปโดยปริยาย ดูสิว่าหมีฟองน้ำเป็นคนประนีประนอมและรักสันติขนาดไหนหมีปุ๊พยายามใช้สมองอันน้อยนิดอีกครั้ง แม้ว่าจะอวดอ้างกับใครต่อใครว่าบรรพบุรุษของตัวเองนั้นเป็นชาวอังกฤษ แต่ความจริงแล้วหมีปุ๊ก็ไม่เคยได้เหยียบที่ไหนเลยนอกจากประเทศไทย เรื่องราวบรรพบุรุษก็เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมาอีกที แต่ในเมื่อได้อวดอ้างสรรพคุณไปแล้วจะมาตกม้าตายก็กลัวขายหน้าจึงต้องพยายามทำให้ดูสมที่อ้างเข้าไว้ ยังดีที่หมีปุ๊ตอนเป็นเด็กตั้งใจเรียนจึงพอจะมีความรู้ภาษาอังกฤษอยู่บ้าง อย่างน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้หมีฟองน้ำหลงเชื่อ

“เดี๋ยวนะขอข้านึกก่อน ...บี ออ โอ ออ อู ธะ ธะ บูท สึ.. ว่าอ่านว่า บูสึ..”

“บูท” หมีฟองน้ำออกเสียงตาม “อ่านแบบนี้หรอพี่”หมีปุ๊ส่ายหัว ทำหน้าเอือมระอาในความไร้เดียงสาด้านภาษาอังกฤษของหมีฟองน้ำ

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ได้อ่านว่า บูท อ่านว่า บูทสึ... ดูปากข้าสิ บูสึ.... ต้องออกเสียงสึ..ลากออกมาหน่อย บูสึ....” หมีปุ๊ทำให้ดู หมีฟองน้ำพยายามออกเสียงตามอย่างหมีปุ๊ “บู บูดท บูทสึ.... ทำไมต้องออกเสียงสึ....ด้วยอ่ะพี่”

 หมีปุ๊ถอนหายใจครั้งหนึ่ง คิดดูแล้วว่าหมีฟองน้ำนี้ถ้าจะไม่รู้เรื่องภาษาอังกฤษจริงๆหมีปุ๊จึงสาธยายต่อไปว่า “มันเป็นหลักภาษาอังกฤษ เวลาออกเสียงคำที่มีตัวสะกดเป็นตัวเอส ก็จะต้องออกเสียงแบบเนี่ย มันถึงจะถูกต้อง บางคำมันอ่านคล้ายกันถ้าไม่ออกเสียงให้ชัดความหมายอาจจะเพี้ยนได้ เอาเป็นว่าเอ็งอย่ามาเถียงน่าทวดของทวดของทวดของข้าเกิดอังกฤษ นะโว้ย  แค่นี้ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่เอ็งควรจะเชื่อข้า หรือจะให้ต้องสาธยายประวัติข้าให้ฟังอีก”

หมีฟองน้ำรีบส่ายหน้า เพราะไม่อยากฟังหมีปุ๊โม้เรื่องพื้นเพตัวเองอีกรอบ แม้ว่าหมีฟองน้ำจะคิดอยู่เหมือนกันว่าที่หมีปุ๊พูดมาทั้งหมดคงจะโม้แต่งเรื่องเป็นส่วนใหญ่ แต่หมีฟองน้ำก็ยอมรับว่าตัวเองนั้นไม่มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ เลยยอมที่จะเชื่อหมีปุ๊

“ไม่เป็นไรครับพี่ เข้าใจแล้ว บูทสึ....ก็ บูทสึ... แล้วตกลงมันเป็นชื่อของผมหรอพี่”

หมีปุ๊ใช้สมองอันน้อยนิด(อีกครั้ง) “ก็อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ ตอนเด็กๆเอ็งเคยไปงานวันเด็กมะ”

“ไม่เคยไป แล้วมันเกี่ยวอะไรกับงานวันเด็กหล่ะพี่” หมีฟองน้ำทำหน้างง  

“ก็ แบบว่าแม่เอ็งพาเด็กไปงานวันเด็กไง แล้วกลัวว่าจะหลงกันเลยสักชื่อเอ็งทับไปบนปานเอาไว้ เผื่อหลงจริงๆคนที่เจอเอ็งเค้าจะได้รู้ไงว่าเด็กเป็นใคร” หมีปุ๊เสนอความคิด

หมีฟองน้ำยังคงทำหน้างง ไม่เข้าใจตรรกะของหมีปุ๊“แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ แม่สักชื่อผมเอาไว้ แล้วหลงกันมันจะช่วยให้ตามกันเจอยังไงอ่ะพี่ ถ้าสักเป็นชื่อแม่ หรือเป็นที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ไม่ดีกว่าหรอพี่”

หมีฟองน้ำแย้งหมีปุ๊ทำท่าครุ่นคิด อย่างที่รู้กัน หมีปุ๊นั้นมีสมองอันน้อยนิด ความจริงแล้วไม่ปุ๊ไม่ฉลาดเฉลียวอะไรเลย อาศัยว่าเสียงดังและพอจะมีหน้ามีตาในสังคมอยู่บ้างเลยทำให้คนหลงเชื่อในสิ่งที่มันพูดได้ไม่ยาก “อืม ก็จริง งั้นก็แสดงว่ามันอาจจะเป็นชื่อแม่หรือพ่อของเอ็ง เออ ใช่แล้วหล่ะ เป็นชื่อพ่อหรือแม่เอ็งแน่ๆ”

“แต่ผมไม่เคยไปงานวันเด็กนะพี่”

“ก็อาจจะเป็น งานอื่นก็ได้ไง ตรุษจีน เช็งเม้ง ลอยกระทง สงกรานต์ ซักงานแหละน่า” หมีปุ๊ยังไม่ลดละที่จะยืนยันความคิดตนเอง แม้ว่ามันจะดูเข้าข้างตัวเองซะเหลือเกิน

 

หมีฟองน้ำยังทำหน้างง “ไม่เคยอ่ะพี่ เรื่องของเรื่อง พ่อแม่ผมเป็นใครผมยังไม่รู้เลย ตั้งแต่จำความได้ผมก็อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด ไอ้ปานน้ำเงินเนี่ยก็ติดตัวมาตั้งแต่เกิดแล้ว”

“แล้วเอ็งไม่เคยเจอใครเลยหรอ เป็นไปได้ไงวะ”

“ก็เจอกับคนอื่นเหมือนกันครับพี่ เค้าก็เหมือนกับผมทุกอย่างเลย ทั้งรูปร่างหน้าตา แถมทุกคนก็มีปานน้ำเงินติดตัวมาเหมือนกัน แถมสักคำว่าบูธเหมือนกันด้วย แต่พวกเราไม่เคยได้คุยกันเลยพี่ เพราะต่างคนต่างอยู่ในที่ของตัวเอง มันเหมือนมีกำแพงใสๆบางๆกันระหว่างพวกเรา มองเห็นกันตลอดเวลาแต่ไม่เคยคุยกัน” หมีฟองน้ำอธิบาย

“อย่างนี้นี่เอง พ่อแม่เอ็งนี่ลูกเยอะหล่ะมั้ง แถมเป็นแฝดกันหมด เค้าเลยสักเอาชื่อเอาไว้จะได้รู้ไงว่าพวกนี้เป็นพี่น้องเอ็งไง” หมีปุ๊ยังมั่วต่อไป

“ อ่อ แล้วอีกอย่างนึงนะ ไอ้กำแพงใสๆที่เอ็งว่าหน่ะข้าก็เคยอยู่ มันคือพลาสติก มันเป็นบ้านชั่วคราวที่เขาให้เราอยู่ไปก่อนจนกว่าจะมีคนมาพาเราไปอยู่บ้านใหม่ ข้าก็เคยอยู่มาก่อนแต่ของข้ามีทั้งกระดาษทั้งพลาสติกเลยหล่ะ ตอนที่เคนเลี้ยงหมีจะเอาข้ากลับมาบ้านยังใส่ถุงพลาสติกมาอีกชั้นนึงเลย” หมีปุ๊อธิบายเพิ่มเติมอย่างผู้มีประสบการณ์มาก่อน

“แล้วทำไมต้องใส่ถุงด้วยหล่ะพี่”

“อ่าว ก็เพื่อความปลอดภัยหนะสิ ถ้าไม่ใส่ถุงเอดส์เลยนะ เสี่ยง สมัยนี้ไว้ใจใครไม่ได้หรอก เนี่ยเดี๋ยวนี้นะเค้ายิ่งรณรงค์ ยืดอกพกถุง ใครๆเค้าก็ใส่กันทั้งนั้นแหละ” หมีปุ๊โชว์ภูมิ(อันน้อยนิดและไม่เกี่ยวกันเลย) เป็นนิสัยของหมีปุ๊อย่างหนึ่งที่ชอบเอาเรื่องที่ตนได้รู้มาเพียงเล็กน้อยหลายๆเรื่องมารวมกันเป็นเรื่องเดียว 

“แล้วมันเกี่ยวกันยังไงอ่ะพี่ ใส่ถุงแล้วจะกันเอดส์ได้” หมีฟองน้ำไม่เข้าใจ

หมีปุ๊ถอนหายใจยาว “เฮ้อ เอ็งนี่ต้องให้บอกให้สอนตลอด รู้จักใช่มั้ยว่าโรคเอดส์คืออะไร” หมีฟองน้ำพยักหน้า“คืองี้ พอเค้าเอาเอ็งใส่ถุงและที่นี้เอ็งก็ออกไปไหนไม่ได้ ถึงจะอยากทำอะไรขนาดไหนก็ไปไหนไม่ได้ พอไปไหนไม่ได้ก็ไม่มีทางจะไปติดเชื้ออะไรจากใคร ที่ไหน เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เข้าใจยัง เอ็งนี่เข้าใจอะไรยากจริง”

พอพูดคุยกับหมีปุ๊ เพียงชั่วครู่ หมีฟองน้ำก็เริ่มจะคล้อยตามความคิดของหมีปุ๊ไปเสียแล้ว คงเป็นเพราะเรื่องที่คุยกันส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่หมีฟองน้ำไม่เคยรู้มาก่อน จากเดิมที่เคยหมั่นไส้หมีปุ๊อยู่เดิม ตอนนี้ฟองน้ำก็เริ่มจะเชื่อถือหมีปุ๊มากขึ้น

“อ๋อ อย่างนี่นี่เอง พี่นี่ฉลาดเนอะ”

หมีปุ๊ได้ยินหมีฟองน้ำชมดังนั้นก็ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ “แน่นอน ไม่งั้นคนเค้าจะเรียกข้าว่า เดอะ ปุ๊ หรอวะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” 

สมมติฐานของหมีปุ๊เรื่องชื่อของหมีฟองน้ำ

ดูเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาซักเท่าไหร่แต่ถึงเวลานี้หมีฟองน้ำก็ไม่ใส่ใจที่จะแย้งอะไรหมีปุ๊ มันคิดว่าอย่างน้อยหมีปุ๊ก็เป็นหมีที่มีความรู้ภาษาอังกฤษ แถมยังรู้เรื่องถุงกันเอดส์อีก ซึ่งเป็นเรื่องที่มันไม่เคยรู้มาก่อน หมีฟองน้ำจึงคิดว่าจะปล่อยให้หมีปุ๊โม้ต่อไปดีกว่า ถึงขัดก็คงไม่ได้ทำให้ความขี้โอ่ของหมีปุ๊น้อยลง เผลอจะเป็นยิ่งกว่าเดิมพอหมีปุ๊หัวเราะจนสมใจแล้วก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่ยังค้างคาอยู่

“เออ ตกลงเรื่องชื่อของเอ็ง กับไอ้ปานน้ำเงินสักว่าบูธนั่นไว้วันหลังค่อยว่ากันอีกทีว่ามันเกี่ยวกันมั้ย ง่วงนอนแล้วหว่ะนอนเหอะเอ็งก็ใช้ชื่อ “หมีฟองน้ำ”อย่างที่คนเค้าเรียกเอ็งไปก่อนแล้วกัน”

หมีปุ๊ตัดบทมันเหนื่อยเหลือเกินจากการใช้สมองวันนี้(ปกติมันไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรนัก) หมีฟองน้ำเองก็ไม่ได้สนใจใคร่รู้ถึงชื่อตัวเองอยู่แล้ว และมันก็เริ่มง่วงนอนแล้วเหมือนกัน การสนทนาของหมีทั้งสองจึงจบลงเพียงแค่นี้

คนเห็นหมี

 

 

edit @ 26 Jan 2008 16:54:51 by คิดจะใหญ่ใจต้องนิ่ง

edit @ 28 Jan 2008 21:52:47 by คิดจะใหญ่ใจต้องนิ่ง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เข้าจัยทามเรื่อง..อิอิ

ชอบค่ะ อ่านแล้ว"น่ารักดี"big smile

#1 By BEo on 2008-01-26 12:01

confused smile

น่ารักดี

#2 By .;:melody:;. on 2008-01-26 14:54

เพลิดเพลินนนนน big smile big smile big smile เอาอีกๆๆๆๆ แต่งตอนต่อไปเร็วๆนะคะ พี่ต่อ^ ^

#3 By ฟุ่ย (124.120.196.6) on 2008-01-26 16:47

ดูน่าจะเพลินดี ตอนเขียน open-mounthed smile

#4 By pw. on 2008-01-26 16:49

เอิ๊ก เอิ๊ก

#5 By mayom3000 on 2008-01-26 21:16

แกคิดได้ไง 5555 ขำดี ชอบๆ

#6 By nat (58.64.60.190) on 2008-01-27 15:39