Moving

posted on 20 Jun 2008 10:23 by sheep-island

 

ย้ายบ้านใหม่ ไปอยู่ที่ http://torword.wordpress.com/

เขาพระวิหาร 

          "สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่                    ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่องโต้เถียงกันมานาน                                ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน
         กะลาครอบมานานโบราณว่า                          พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน
คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน                                      ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป
         อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม                เห็นใครหย่อนอ่อนความก็ยกให้
ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย                                  ด้วยเห็นใจว่ายังเยาว์เบาความคิด
         เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู                       ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด
สั่งถอนทูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร                              แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี
        ไทยก็อมตามใจไม่ดึงดื้อ                                เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนน้องพี่
คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี                                 ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน
        หากไทยจำล้ำเลิกบ้างอ้างขอบเขต                เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น?
ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน                                องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา?
        เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง                    ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา                                 สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง
        ได้เเดชไทยไปคุ้มกะลาหัว                             จึงตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง
เป็นข้าขัณฑสีมาฝ่าละออง                                    ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา
        ไม่เหลียวดูโภไคไอศวรรย์                             ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นหนักหนา
ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา                                     เพราะทรงพระกรุณาประทานไป
        มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ                      ถึงลูกหลานกลับเนรคุณได้
สมกับคำโบราณท่านว่าไว้                                     อย่าไว้ใจเขมรเห็นจริงเอย...

                                                                                      ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช
                                                                          หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
                                                                                       ๑๘  ตุลาคม ๒๕๐๒

ที่มา : หนังสือไทยแพ้คดีเสียดินแดนให้เขมร(คดีเขาพระวิหาร)

 

art.seungsoo.ap.jpg

ได้ข่าวจากในโทรทัศน์ฟังไม่ค่อยจได้ศัพท์เลยลองเปิดเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นเช็คข่าวคราว ผลพวงจากการประท้วงของประชาชนเกาหลีใต้นับหมื่นต่อเรื่องการอนุญาตินำเข้าเนื้อวัวจากสหรัญของรัฐบาล สุดท้ายคณะรัฐมนตรีประกาศลาออกทั้งคณะเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว และได้เสนอเรื่องการลาออกให้ประธานาธิบดีลีเมียงบัคพิจารณาต่อไป

ทำไมคนเกาหลีต้องออกมาประท้วง

เมื่อสามสี่ปีก่อนเชื้อวัวบ้าระบาดเกาหลีจึงแบนเนื้อวัวสหรัฐ มาถึงวันนี้เมื่อรัฐบาลอนุญาติให้มีการนำเข้าเนื้อวัวจากอเมริกาได้อีกครั้ง ประชาชนจึงออกมาประท้วงคัดค้าน เห็นว่ารัฐบาลนั้นไมใส่ใจต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน น่าสนใจตรงที่ว่าทำไมคนเกาหลีใต้ถึงได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่ารัฐบาลทำเรื่องที่น่าจะไม่ถูกต้อง น่าสนใจว่าทำไมคนเกาหลีถึงได้อ่อนไหวต่อเรื่องสุขภาพมากถึงเพียงนี้

มุมมองรัฐบาลเกาหลีต่อการประท้วง

รัฐบาลในฐานะผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศย่อมทำให้เรื่องที่เห็นว่าเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ การที่รัฐบาลอนุญาติให้มีการนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐก็เพื่อเปิดทางไปสู่ข้อตกลงทางการค้าเพราะเล็งเห็นถึงมูลค่าเม็ดเงินมหาศาลที่จะได้จากข้อตกลงการค้ากับอเมริกา ถ้ามองอย่างคนนอกที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังก็ต้องบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลทำก็เพื่อผลประโยชน์ของประชาติ และเมื่อมีกระแสต่อต้านรัฐบาลก็ออกมาให้ความมั่นใจว่าจะดูแลเนื้อที่นำเข้าให้เป็นเนื้อที่ปลอดจากเชื้อโรคร้าย แต่เมื่อการต่อต้าน การออกมาประท้วงตามท้วงถนนยังมีอยู่และทวีความรุนแรงมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลทำคือประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว ทำไมนักการเมืองเกาหลีถึงได้ยอมลาออก ทำไมนักการเมืองเกาหลีถึงเคารพต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนถึงขนาดนี้

 

การเมืองเรื่องของใคร

posted on 09 Jun 2008 11:54 by sheep-island

ตั้งแต่ปี 2546 ที่มีเชื้อวัวบ้าระบาดหนัก ประเทศเกาหลีใต้สั่งห้ามนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐอเมริกา จนไม่นานมานี้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี ลี เมียง บัค ได้อนุญาติให้มีการนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐฯ เพื่อเป็นการปูทางไปสู่ข้อตกลงการเจรจาทางการค้า(FTA)นำไปสู่การคัดค้านอย่างรุนแรงของประชาชนที่เห็นว่ารัฐบาลไม่สนใจเรื่องสุขภาพอนามันของพวกเขา มีการออกมาชุมนุมประท้วงตามท้องถนน

เมืองไทยเวลานี้มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลายฝ่ายโดยเฉพาะนักการเมืองรัฐบาลออกมาโจมตีว่าการชุมนุมทำให้ประชาชนเดือดร้อน ทำให้รถติด เด็กนักเรียนเดินทางมาเรียนลำบาก แม่ค้าขายผลไม้ไม่ได้ โปรโมเตอร์มวยรายได้หดหาย ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ และอีกสารพัดข้อหา

ตกลงทีพันธมิตรออกมาประท้วงนั้นเขาเรียกร้องอะไร เขาทำเพื่ออะไร ไม่เห็นสื่อ(โดยเฉพาะสื่อของรัฐ)จะสนใจไปทำเป็นข่าว เผยแพร่แต่ด้านเดียว นอกจากจะถามเด็กว่า "หนูมาโรงเรียนลำบากมั้ย" น่าจะลองถามเด็กเพิ่มดูว่า "หนูรู้ไหมเค้ามาประท้วงอะไรกัน" "หนูเห็นด้วยไหมกับเรื่องที่เขามาประท้วง" 

การประท้วงการชุมนุมเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย ดูอย่างเกาหลีใต้นู่นแค่เรื่องวัวบ้าเขายังออกมาประท้วงกันเกลื่อนเมือง แต่เมืองไทยพอคนออกมาปิดถนนขับไล่ระบอบทักษิณ หยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญฟอกผิดอดีตนายกฯ หนีการยุบพรรค กลับถูกคนประนามว่ามาทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน

สมมติว่าไม่มีการประท้วงของกลุ่มพันธมิตร ไม่มีการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดอะไรขึ้น

การจราจรในกรุงเทพเทพมหานครจะคล่องตัวไม่ติดขัดอีกต่อไป เด็กนักเรียนจะเดินทางมาเรียนได้อย่างสะดวกโยธิน แม้ค้าก็จะดีใจที่คนมาจับต่ายซื้อของกันมากขึ้น เวทีมวยราชดำเนินกลับมาคึกคัก นักลุงทันต่างชาติเชื่อมั่นแห่แหนมาลุงทุนในไทย

ในขณะเดียวกันนั้นเอง

รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จทันเวลา พรรคพลังประชาชนไม่ถูกยุบพรรค คตส.ถูกยุบคดีโกงกินไม่ได้รับการพิสูจน์ ทักษิณไม่ต้องขึ้นศาลและได้เงินทั้งหมดทีคตส.อายัดไปกลับคืน

และเมื่อเวลานั้นมาถึงประเทศนี้จะหน้าตาเป็นอย่างไรกันหนอ

"ประชาธิปไตย ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนเป็นใหญ่ แล้วมันไม่แน่ ประชาชนบ้าบอก็ได้ ของประชาชนโดยประชาชน ถ้าประชาชนเห็นแก่ตัวแล้วฉิบหายหมด"

พุทธทาส

ออกไป

posted on 06 Jun 2008 15:28 by sheep-island

แดก

posted on 24 May 2008 22:46 by sheep-island

 

ค่ำครึ้มฝนวันหนึ่งของกลางเดือนพฤษภาคม อากาศอบอ้าวทำเอาเนื้อตัวเหนียวด้วยคาวเหงื่อ ที่โต๊ะตัวใหญ่ของร้านอาหารมีชื่อหนุ่มใหญ่อายุไล่เลี่ยกันกำลังง่วนอยู่กับการลิ้มลองรสปลานวลจันท์ที่เวลานี้ถูกเปลี่ยนจากปลาแม่น้ำกลายเป็นอาหารเหลาหลากหลายเมนู

"คุณสมชายลองชิมต้มเผือกนี่ดูสิ ส่งถ้วยมาเดี๋ยวผมตักให้ลอง" เสี่ยไช้เจ้าภาพนำเสนอเมนูที่เค้าโปรดปราน "ถ้าต้มเผือกนี่ต้องปลานวลจันท์เลยนะ ปลาอื่นทำอย่างไรก็ไม่อร่อยเท่าปลานี้ ตัวนี้นี่น่าจะไม่ต่ำกว่าสี่กิโล ผมให้เค้าเอาส่วนค่อนหัวต้มเผือก กลางท้องนั่นนึ่งบ๊วย ส่วนท่อนหางนั่นให้เค้าผัดพริกแกง ฝีมือเชฟร้านนี้ไม่เป็นสองรองใครนา ผมรับประกัน" เสี่ยไช้อธิบายพลางตักปลาต้มเผือกส่งให้คุณสมชาย เถ้าแถ่ขายมอเตอร์ไซด์ที่ใหญ่ที่สุดในตำบล

"ขอบคุณครับเสี่ย เอ้า......สารวัตร ไม่ลองดูหน่อยหรอ หากินยากนะปลานวลจันท์ตัวใหญ่ขนาดนี้" คุณสมชายหันไปเชื้อเชิญสารวัตรเหม หนึ่งในสมาชิกก๊วนกอล์ฟกิติมศักดิ์ของเสี่ยไช้

"เชิญเลยครับๆ ผมขอลองนึ่งบ๊วยดูเสียก่อนไข่ที่พุงดูน่ากินจริงๆ" สารวัตรตอบ "เสี่ยไช้ครับช่วงนี้ผมเห็นเหล็ก ปูน ขึ่นราคาแล้วอย่างนี้บ้านจะแพงขึ้นมั้ยครับ เด็กผมมันรบเร้าอยากได้บ้านเสียเหลือเกิน" พูดจบสารวัตรก็หันไปมองหน้าเสี่ยไช้รอคำตอบ

"ไอ่หย่า......ลื้อนี่เที่ยวไม่เลิกมีเด็กใหม่อีกแล้วหรอ เรื่องราคาบ้านอั๊วไม่รู้หรอก แต่ถ้าลื้อจะสร้างบ้านบอกมาเลยเดี๋ยวอั๊วหาช่างให้ หิน ปูน ทราย จะเอาเท่าไหร่ไปเอาที่ร้านอั๊วได้เลยไม่มีปัญหา" เสี่ยไช้เสนอ อาจเป็นข้อเสนอที่ดูมากมายไปหน่อยแต่สำหรับเสี่ยไช้นี่ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อแลกกับความราบรื่นในการทำธุกิจของเสี่ยไช้ "อ่า สารวัตรว่าแต่เรื่องรถส่งของของอั๊ว เมื่อไหร่ลื้อจะเอาสติ๊กเก้อร์มาให้ซะที อั๊วขี้เกียจจ่ายส่วยรายทางแล้วนา ลื้อจะเอาเท่าไหร่ก็บอกมา อั๊วเป็นผู้รับเหมาชอบจ่ายแบบเหมาๆไปเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า" มุขของเสี่ยไช้สร้างความครื้นเครงให้แก่วงสนทนาเป็นอย่างยิ่ง

"เอ๊า เอ๊า มัวแต่คุยกันกับข้าวเย็นหมดเเล้ว เชิญเลยเสี่ย สารวัตร เชิญๆ" คุณสมชายตัดบท

กับแกล้มชั้นดีบวกกับเหล้าคอนยัคชื่อดังยี่ห้อแม่แต๋ว(ชื่อคล้ายน้ำพริกบ้านเรา) ดูจะทำให้ทั้งสามเอร็ดอร่อยกับอาหารที่อยู่ตรงหน้าเป็นพิเศษ ผ่านไปพักใหญ่เมื่อหนังท้องตึงทั้งสามก็ผละจากอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า หันมาเริ่มบทสนทนาบทใหม่ที่ดูใส่ใจเหตุการบ้านการเมือง

"เอ๊ะ สารวัตรอั๊วว่าบ้านเมืองเรามันชักจะแย่นะ เดี๋ยวนี้ขโมยขโจรมันเยอะจริงๆ มันเอาหมดทุกอย่าง น็อตเสาไฟฟ้ามันยังเอา นี่วันก่อนเห็นข่าวปี่พระอภัยหาย ดูสิดู ดูมันทำ" เสี่ยไช้บ่นตามประสา

ยังไม่ทันที่เสี่ยไช้จะพูดต่อ คุณสมชายก็พูดขึ้นมาบ้าง "อย่างว่าแหละน้าเสี่ย ยุคนี้เศรษฐกิจไม่ดี เมื่อก่อนข้าวถังละสามสี่ร้อยเดี๋ยวนี้พันสามพันสี่ น้ำมันก็ขึ้นเอาขึ้นเอาเห็นท่าปีนี้คงจะได้เห็นโซล่าลิตรละห้าสิบ ไม่อยากจะคิดเลยจะอยู่กันยังไงเนี่ย"

สารวัตรได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไร คุณสมชายจึงพูดต่อ "ยอดขายมอเตอร์ไซด์ผมก็ตกลงฮวบฮาบ เมื่อก่อนวันๆนึงได้หลายสิบคัน เดี๋ยวนี้ได้สามคันก็เก่งแล้ว ดีนะที่ขายเงินผ่อนยังจะพอได้กำไรดอกเบี้ยอยู่บ้าง ไม่งั้นแย่เลย"

"ลื้อคิดดอกเท่าไหร่คุณสมชาย" เสี่ยไช้ถาม

คุณสมชายเอามือขึ้นป้องปากกระซิบบอกเสี่ยไช้ "ร้อยละเจ็ดสลิงค์ต่อเดือนเท่านั้นเอง ต้องกระซิบหน่อยสันติบาบนั่งอยู่ด้วยเดี๋ยวจะโดนจับเอา ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

"แหมๆ บาทเจ็ดสิบห้า ปีนึงก็ร้อยละยี่สิบเอ็ด ถ้าลื้อจะโดนจับอั๊วก็ไม่รอดเหมือนกันหล่ะน้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสี่ยไช้หัวเราะ

สารวัตรได้ยินก็รีบพูดแก้เกี้ยว "ปัดโธ่ถ้าระดับเสี่ยไช้ คุณสมชายโดนจับแล้วผมจะอยู่ได้ยังไงเล่า" คำพูดของสารวัตรเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อยเลยทีเดี่ยว

"กว่าจะรู้ใจแทบสลาย รักเธอแทบตายสุดท้ายเธอไปจากฉัน เธอไปรักกันตอนไหนทำไมชั้นไม่รูทัน............" เสียงเพลงไก่ตาฟางของธันวา ราศีธนูเพลงฮิตของชาวภูธรดังขึ้น มันเป็นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของสารวัตรนั่นเอง "ฮัลโหลว่าไง" ......"หึม อืมๆ ได้ๆ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ มึงตั้งจุดตรวจเส็รจแล้วใช่มั้ย .....ได้ๆเดี๋ยวกูตามไป" พูดจบสารวัตรก็กดวางหูโทรศัพท์

"เห็นทีผมต้องขอตัวก่อนนะครับ พอดีว่าวันนี้ไอ้พวกพันธมิตรจะประท้วงกันที่กรุงเทพ นายเค้าสั่งมาให้ตั้งจุดสะกัดตรวจค้น กันไม่ให้มวลชนเข้าเมืองมากเกินไป ลูกน้องพึ่งโทรมารายงาน ผมต้องไปตรวจเช็คดูสักหน่อยเดี๋ยวผู้ใหญ่จะว่าเอา ขอตัวก่อนนะครับ" สารวัตรล่ำลา

"ตามสบายๆครับสารวัตร เอาไว้อาทิตย์หน้าเจอกันที่สนาม" คุณสมชายเอ่ยขึ้น

เมื่อสารวัตรเดินจากไปเรียบร้อยแล้วคุณสมชายกับเสี่ยไช้จึงนั่งพูดคุยกันต่อ "ไอ้เรื่องพรรค์นี้ผมไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเลย พวกสส.ก็มาขอไว้ว่าอย่าไปช่วยเหลือไอ้พวกหัวเถิก หัวเกรียน แห่มแต่หลายคนในกลุ่มนั้นผมกพอจะรู้จักมักคุ้นกันอยู่บ้าง บางทีเค้ามาขอการสับสนุนผมก็ช่วยไปพอเป็นพิธี มากไปเดี๋ยวจะมีปัญหากับพวกสส. สันติบาลเอาอีก ผมว่าพวกเรานี่แหละที่ดูจะสมานฉันท์ที่สุดและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จริงมั้ยเสี่ยไช้"

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า อั๊วก็ว่าอย่างนั้นแหละ มันจะแก้รัฐธรรมนูญ จะขึ้นราคาน้ำตาล จะขึ้ราคาของใช้ไอ้พวกเรามันไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว ให้มันตีกันให้หายแค้น ใครชนะเราก็ได้ประโยชน์นอนดูเฉยๆสบายๆ เรื่องอะไรต้องลงไปเปลืองตัวกะพวกมัน" เสี่ยไช้สรุป

"ไอ้หย่า สามทุ่มกว่าแล้วอั๊วว่าเราไปกันเถอะ เดี๋ยวอีหนูอั๊วมันจะรอนาน น้องๆ เช็คบิลด้วย" เสี่ยไช้ร้องเรียกพนักงานเสิร์ฟที่ยืนรออยู่ด้านหลัง พนักงานเสริร์ฟพนักหน้ารับรู้แล้วเดินจากไป

"ฮั่นแน่ เสี่ยไช้นี่ก็มีเด็กกะเค้าเหมือนกันหรอ ไปว่าแต่สารวัตรเค้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" คุณสมชายแซว

เสี่ยไช้เบื่อนหน้าด้วยความเขินขวย โดยไม่ได้พูดอะไร ในขณะเดียวกันพนักงานเสิร์ฟก็เดินกลับมาพร้อมบิลค่าอาหารส่งให้เสี่ยไช้ เสี่ยไช้รับมาแล้วดูยอดเงิน "สี่พันเจ็ด" เสี่ยไช้พูดขึ้น พลางล้วงหยิบกระเป๋าตังให้มา คุณสมชายเห็นดังนั้นก็รีบเอ่ยขึ้น "ไม่ได้ๆ มื้อนี้ผมจ่ายเอง คราวที่แล้วเสี่ยก็จ่าย ผมจ่ายเอง ผมจ่ายเอง"

"ไม่ได้ ไม่ได้ ร้านนี้อั๊วพามาอั๊วต้องเลี้ยงสิลื้อจะมาจ่ายแทนได้ไง" เสี่ยไช้ยกมือขึ้นส่ายไปมา ทั้งสองแย่งกันจะจ่ายอย่างยอมเสียไม่ได้ จนในที่สุดเสี่ยไช้ก็ยอมรามือ "เอาหล่ะๆ มื้อนี้อั๊วยอมให้ลื้อจ่าย แต่มื้อหน้าอั๊วต้องเป็นเจ้ามือนา"

"ได้ๆ เอาอย่างนั้นก็ได้" คุณสมชายเห็นด้วย พูดจบก็ควักแบ๊งค์พันขึ้นมาห้าใบพร้อมกันหันไปบอกพนักงานเสิร์ฟสั้นๆว่า "ไม่ต้องทอน"

เด็กหนุ่มรับเงินไปด้วยใบหน้าเปรี่ยมด้วยรอยยิ้มดโค้งคำนับให้คุณสมชายทีหนึ่งก่อนเดินจากไปอีกครั้ง "ขอบคุณครับท่าน"

ผ่านไปพักใหญ่ภายหลังร้านอาหารแห่งนั้น หนุ่มสาวสามสี่คนจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ เสียงพูดคุยเงียบลงเมื่อจานอาหารจากโต๊ะของเสี่ยไช้ถูกลำเลียงเข้ามา ทุกสายตาจับจ้องไปที่ปลานึ่งที่ยังนอนแน่นิ่งอยู่ในจานกระเบื้องชั้นดี สภาพแทบจะไม่แตกต่างจากตอนที่มันถูกนำออกไปจากครัวแห่งนี้ ปลาผัดพริกและปลาต้มเผือกแม้จะพล่องลงไปบ้างแต่ก็ยังคงเหลืออยู่กว่าครึ่ง เสียงใครคนหนึ่งแทรกเสียงกลืนน้ำลายที่ดังระงมอยู่ขั้นมาว่า "เสียดายหว่ะ"